วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’ ฟันด์โฟวล์ต่างชาติเข้าพุ่ง  จ่อชง ‘ทิสา’ ดึงเงินยาว

‘หุ้นไทย’ ฟันด์โฟวล์ต่างชาติเข้าพุ่ง  จ่อชง ‘ทิสา’ ดึงเงินยาว

จากสถานการณ์เมื่อ 9 ก.พ. 2569 “ตลาดหุ้นไทย” ที่การที่ดัชนี SET INDEX กลับมายืนเหนือระดับ 1,400 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ระดับ 100,000 ล้านบาท ทำลายสถิติในรอบหลายปี และนักลงทุนต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” 16,535.11ล้านบาท และวานนี้ (10 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” 4,791.56 ล้านบาท โดย 2 วันทำการ (9-10 ก.พ.) ซื้อสุทธิ 21,326 ล้านบาท

 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนจากนักลงทุนที่ตอบรับต่อ “เสถียรภาพทางการเมือง” โดยเชื่อว่า “ความเสี่ยงทางการเมืองจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” เนื่องจากคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสียงสนับสนุนที่แข็งแกร่งและมีทีมเศรษฐกิจที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากระดับวอลุ่มเทรด “แสนล้านบาท” เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน และที่สำคัญดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,400 จุดในวันแรกหลังรู้ผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ มองเป็นสาระสำคัญจากนักลงทุน เริ่มมี “ความหวังขึ้นมา” และเป็นครั้งแรกที่ตลาดทุนไทนคาดว่าความเสี่ยงทางการเมืองน่าจะเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยหากเทียบสภาพคล่องในอดีตปี 2564 วอลุ่มเทรดเฉลี่ยราว 90,000 ล้านต่อวัน แต่ปีที่แล้วปี 2568 ลดลงมาเฉลี่ยที่ระดับ 40,000 ล้านต่อวัน หายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง “ตลาดซบเซา” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา วันเดียววอลุ่มเทรดแตะแสนล้านบาท แต่ภาพดังกล่าวยังสรุปไม่ได้ต้องรอติดตามสถานการณ์เป็นปี

อย่างไรก็ดี การที่ดัชนีหุ้นไทยกลับขึ้นมาร้อนแรงพร้อมวอลุ่มหนาแน่น เกิดจากความคาดหวังต่อ “รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ” เพราะว่า การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นการซื้ออนาคต ดังนั้น เมื่อวันนี้นักลงทุนเริ่มเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลง และคาดหวังว่าได้รัฐบาลที่ดูเหมือนมีความมั่นคง รัฐบาลที่มีทีมเศรษฐกิจที่ไม่ต้องลุ้นแล้ว

ดังนั้น จะเห็นว่า “เงินลงทุนของต่างชาติ” เริ่มกลับเข้ามาแล้ว หลังจากก่อนเลือกตั้งไหลออกไป เพื่อรอดูความชัดเจนเลือกตั้ง และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในประเทศ มีแต่ปัจจัยลบและจุดอ่อน สะท้อนภาพจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อขายครั้งคราว เพื่อทำกำไรหรือขายขาดทุน

ย้ำไม่ไม่ใช่เงินร้อน หวังรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับเงินลงทุนของต่างชาติไหลกลับเข้ามาแรง ในช่วงนี้มองว่า “ยังไม่ใช่เงินร้อน” แต่เป็นเงินที่เข้ามารอเพื่อพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล (Wait and See) หากนโยบายที่ออกมามีความน่าเชื่อถือและเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนและผลผลิตที่ต่ำ เงินกลุ่มนี้จะเปลี่ยนสภาพเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่ช่วยประคองดัชนีให้ยืนได้อย่างยั่งยืน แต่เงินกลุ่มนี้ก็พร้อมจะไหลออกทันที หากนโยบายของรัฐบาลใหม่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้จริง หรือหากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นอีกครั้ง

ดังนั้น แม้จะตื่นเต้นกับวอลุ่มเทรดตัวเลขแสนล้านบาท แต่ขอเตือนว่าคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน หากไม่มีมาตรการรองรับ ซึ่งหลังจากวันนี้ มีความจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ๆที่เข้า แก้ปัญหาสภาพคล่องอย่างตรงจุด เพื่อมาสร้างแรงส่งต่อเข้ามาตลอดเวลา หลังจากวันนี้เริ่มจุดติดแล้ว เพราะอย่าลืมว่า ตลาดหุ้นไทยว่าที่ผ่านมาขึ้นมาหลายรอบแล้ว แต่ยืนไม่ได้

“โจทย์ใหญ่รัฐบาลคือการประคองวอลุ่มให้ยืนระยะได้ ไม่ใช่แค่พุ่งขึ้นวันเดียวแล้วหายไป”

ชงรัฐบาลคลอด “ทิสา” ดึงเม็ดเงินใหม่

ทั้งนี้ หากโครงการ TISA เกิดขึ้นจริง จะช่วยฟื้นฟูเติมสภาพคล่องใหม่เข้าสู่ตลาด วอลุ่มกลับมายืนเหนือ 50,000 ล้านบาทต่อวันได้เป็นปกติ คล้ายกับอิทธิพลของกองทุน LTF ในอดีต และเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนที่มีคุณภาพในตลาดหุ้นไทย ซึ่งโดยใช้มาตรการอย่าง T-ISA เข้ามาช่วยสร้างSupply ของสภาพคล่องแบบสม่ำเสมอ

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เตรียมเสนอให้รัฐบาลใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศผ่านโครงการ TISA ซึ่งถอดแบบมาจาก NISA ของญี่ปุ่น โดยมีสาระสำคัญคือ วงเงินลดหย่อนภาษี เสนอที่ 500,000 บาท ต่อปี ในช่วง2 ปีแรก เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท โดยต้องเป็นวงเงินใหม่ แยกต่างหากจากวงเงินกลุ่มเพื่อการเกษียณเดิมที่มีเพดาน 500,000 บาท (RMF/SSF/PVD) รวมถึงลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือลงทุนในกองทุนรวมประเภท Tha iESG และลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG

อีกทั้งเงื่อนไขการถือครองเสนอให้ถือครองเพียง 5 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนคล่องตัวกว่าเดิม แทนการบังคับถือถึงอายุ 55 ปี โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกหุ้นรายตัวหรือกองทุนได้เอง และสามารถสลับเปลี่ยนหลักทรัพย์ในพอร์ตได้ตลอดเวลา

“หลังจากนี้ ทางเฟทโก้ เตรียมนำเสนอกระทรวงการคลัง เร็วที่สุด เพราะเราจำเป็นต้องสร้างสภาพคล่องกลับมาในระดับปกติ เพื่อให้ตลาดทุนทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

ปั้น “Wealth Effect” ช่วยจีดีพี โต

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึง “ผลของความมั่งคั่ง” (Wealth Effect) โดยระบุว่าหากตลาดหุ้นไทยเติบโตขึ้นเพียง 10% จะทำให้ความมั่งคั่งนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้านบาท (หักสัดส่วน35%ของต่างชาติออด ขณะที่ Market Cap ของ SET ปัจจุบันอยู่ที่ราว 18 ล้านบาท )

โดยงานวิจัยต่างประเทศชี้ว่า จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภคทางตรงได้ราว 5% ในระบบเศรษฐกิจเศรษฐกิจหรือได้กว่า 60,000 ล้านบาท และหากรวมผลทวีคูณ (Multiplier) เฉลี่ยที่ 3-4 เท่า จะส่งผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 180,000-250,000 ล้านบาท หรือ ราว 1% ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว

“วันนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาเพราะความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเข้าใจปัญหาและพร้อมจะใช้ตลาดทุนเป็นฟันเฟืองหลักในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย”

“Blue Wave” เปลี่ยนเกมการเมือง หนุนเงินไหลกลับ

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งได้มากกว่า 190 ที่นั่ง ถือเป็นปรากฏการณ์ “Blue Wave” ที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย

“ภาพรวมหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ลดความเสี่ยงเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือมีเสียงแตก โดยเรามองเห็นโอกาสการเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจในระยะกลาง” 

สำหรับผลกระทบด้านการลงทุน KKP วิเคราะห์ไว้ 3 ประเด็น SET Index มุ่งหน้า 1,400-1,450 จุด: ตลาดกำลังตอบรับเชิงบวกต่อความชัดเจนทางการเมือง (Relief Rally) คาดเห็นดัชนีทดสอบระดับ 1,450 จุดได้ไม่ยากภายใน 1 เดือนนี้ โดยมีกลุ่ม ก่อสร้าง, พลังงาน, ค้าปลีก และการเงิน เป็นกลุ่มนำตลาด แต่ในระยะยาว ตลาดคาดหวังจะเห็นนโยบายปฏิรูปที่ยกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

“เงินบาทแข็ง” จาก Fund Flow

ดังนั้น เสถียรภาพทางการเมืองจะช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น หนุนให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น แต่ในระยะยาวต้องรอดูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน 

ขณะที่ จับตาวินัยการคลัง แม้ความเชื่อมั่นจะหนุนให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวขยับขึ้น แต่หากรัฐบาลใหม่เน้นการใช้จ่ายที่รัดกุมและหลีกเลี่ยงนโยบายประชานิยมที่สุดโต่ง จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านการคลังและรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ไว้ได้

ในระยะสั้นเราอยู่ใน Best-case scenario แต่การจะรักษาโมเมนตัมขาขึ้นไปให้ไกลกว่า 1,450 จุด รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงนโยบายกระตุ้นการเติบโต (Pro-growth) ที่ชัดเจนและทำได้จริง

การเมืองชัด หนุนฟันด์โฟลว์เข้า “หุ้นไทย”

นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) หรือ DBSV กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย มาจากความชัดเจนมากขึ้นทางด้านการเมือง และความต่อเนื่องจากนโยบาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ดัชนีในตลาดหุ้นไทยที่ดีดตัวแรงต่อเนื่อง ส่วนเป้าดัชนีคาดไว้ที่ 1,500 จุด ที่เราปรับขึ้นมา เพราะเชื่อว่า “เงินทุนต่างชาติ” จะทยอยเข้ามาหลังการเมืองมีความชัดเจน

อย่างไรก็ตามภาคการเมืองที่มีความชัดเจน ตลาดหุ้นไทยน่าจะเป็นที่น่าสนใจของต่างชาติมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องจับตาเรื่องทุนไหลเข้าว่าจะขยับขึ้นมากน้อยเพียงใด เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทย ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าในกลุ่มอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งไทยยังคงทำผลงานได้แย่กว่าเนื่องจากขาดพื้นฐานที่แกร่งอย่างเรื่องของจีดีพีที่จะเข้ามาสร้างแรงจูงใจ 

แม้จะเห็นถึงแนวโน้มที่จะปรับประมาณค่าพี/อีของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในอนาคต แต่ยังคงเป็นการปรับประมาณการเนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานเป็นทุนเดิมแต่ในด้านของพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง ธุรกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวโครงสร้างอย่างมีนัยยะสำคัญ