KCE เปิดกำไรปี 68 วูบหนัก 50 % ที่ 832 ล้านบาท ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า - รายได้ลดจากคำสั่งซื้อ PCB ยังลดลงต่อ และต้นทุนทองแดงกดดันกำไร
บริษัท เคซีอีอีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE รายงาน ผลการดำเนินงาน ปี 2568 ยอดขายรวมจำนวน 13,338.6 ล้านบาท ลดลง 12.31 % เทียบกับปี 2567 ที่มี ยอดขายรวมจำนวน 15,210.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 832.7 ล้านบาท ลดลง 49.49% เทียบกับปี 2567 กำไรสุทธิ 1,648.5 ล้านบาท
บริษัทมีรายได้จากการขายรวม จำนวน 13,074.7 ล้านบาท ลดลงจาก จำนวน 14,832.9 ล้าน บาทในปีบัญชี 2567 คิดเป็นอัตราการลดลง 11.85 % เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่รายได้จากการขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงในอัตราที่ต่ำกว่า โดยลดลง 5.32 % เมื่อเทียบกับปีก่อน จากจำนวน 421.6 ล้านดอลลาร์ ในปี 2567เป็นจำนวน 399.2 ล้านดอลลาร์ในปีบัญชี 2568
การลดลงของรายได้เมื่อรายงานเป็นสกุลเงินบาทในอัตราที่สูงกว่าสกุลเงินดอลลาร์มีสาเหตุหลักมาจาก การแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในระหว่างปี ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อการแปลงรายได้เป็นสกุลเงินบาท
โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้การรับรู้รายได้ลดลงประมาณ 677.2 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567ซึ่งถือ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้จากการขายในรูปสกุลเงินบาทปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทฯ การชะลอตัวดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณคำสั่งซื้อของลูกค้า ทำให้ปริมาณการจำหน่ายแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รวมของบริษัทฯ ลดลง 7.26 %เมื่อเทียบกับปีก่อน
ปี 2568 ยังเป็นปีแห่ง การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและขีดความสามารถใน การผลิต โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งและนำเครื่องจักรเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาใช้ตามแผนกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อยกระดับสายการผลิตและรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่ม แผ่นวงจรพิมพ์ ความหนาแน่นสูง (HDI PCB) ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของบริษัทฯ ในระหว่างปี บริษัทฯ จำเป็นต้องดำเนินการทดสอบ ประเมินผล และใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้กระบวนการ ผลิตสำหรับเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพของ กระบวนการผลิต กิจกรรมดังกล่าว
แม้มีความจำเป็นใน เชิงกลยุทธ์ระยะยาว แต่ส่งผลให้บางสายการผลิตมีความล่าช้า และมีปริมาณผลผลิตลดลงเป็นช่วง ๆ ตลอดทั้งปี จากข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าว บริษัทฯ ไม่สามารถรับรู้รายได้จากความต้องการ HDI PCB ที่อยู่ในระดับสูงได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มียอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog) ในกลุ่ม HDI ประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์จากยอดคำสั่งซื้อคงค้างรวมประมาณ 10.0 ล้านดอลลาร์ซึ่งคาดว่าจะสามารถ เร่งส่งมอบและรับรู้รายได้เป็นส่วนใหญ่ใน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ทั้งนี้ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตดังกล่าวยังเป็น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดขาย HDI PCB ลดลง 18.6 %เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์ HDI เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสูง ต้องอาศัยการพัฒนากระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดมากขึ้น ในด้านราคาขาย
บริษัทฯ ยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านการแข่งขันที่สูงตลอดทั้งปี แม้ว่าปริมาณการจำหน่าย PCB รวมจะลดลง 7.26 % เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่รายได้จากการขายรวมกลับลดลงในอัตราที่สูงกว่า โดยลดลง 9.09 % สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันในตลาด ภาวะอุปทานส่วนเกินในอุตสาหกรรม ส่งผลให้ลูกค้าเพิ่มแรงกดดันด้านราคาและมีการขอปรับลดราคาขายตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของ บริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยอีกประการที่ส่งผลต่อยอดขายคือ การเข้าซื้อกิจการบริษัทจัดจำหน่ายในประเทศเยอรมัน เมื่อกิจการนี้เปลี่ยนเป็นบริษัทย่อย บริษัทจึงต้องเปลี่ยนการบันทึกรายการขายสินค้ากลับไปเป็นสินค้าคงคลังสำหรับการจัดส่งไปยัง สำนักงานขายในเยอรมัน ซึ่งยังไม่ได้ขายให้กับลูกค้าปลายทาง การปรับปรุงนี้ทำให้การรับรู้รายได้ลดลง 225.9 ล้านบาท
บริษัทฯ เผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจาก ปริมาณการขายที่ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิต โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 65 % ในปี 2568 จาก 71 %ในปี 2567
การลดลงดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ ต้องรับภาระ ต้นทุนคงที่ในกระบวนการผลิตในสัดส่วนที่สูงขึ้น อาทิ ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและ บำรุงรักษาเครื่องจักรและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการดำเนินงาน ส่งผลให้การควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
นอกจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงแล้ว ต้นทุนวัตถุดิบ ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อต้นทุน โดยรวม โดยเฉพาะ ทองแดง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ราคาทองแดงในตลาดโลกปรับตัว เพิ่มขึ้นในระหว่างปี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับทองแดงเพิ่มขึ้นประมาณ 0.93 % ของยอดขายเมื่อเทียบ กับปีก่อน
ขณะเดียวกัน ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด PCB โลกได้ทวีความรุนแรงของการแข่งขันและแรงกดดันด้านราคาทำให้บริษัทฯ มีข้อจำกัดในการปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น





