วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“DBSV”อัปเป้าหุ้นไทย1500จุด ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า เชื่อมั่นรัฐบาล

“DBSV”อัปเป้าหุ้นไทย1500จุด ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า เชื่อมั่นรัฐบาล

DBSV เพิ่มคาดการณ์เป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปี2569ที่1,500จุด ให้พีอีที่16เท่า อีพีเอส7% หลังมองรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีเสถียรภาพ-การเปลี่ยนผ่านราบรื่น ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง แม้พื้นฐานเศรษฐกิจยังโตช้าไม่จูงใจหากเทียบคู่แข่ง หนุนรัฐบาลชูนโยบายบีโอไอส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจริง สร้างพื้นฐานเศรษฐกิจเข้มแข็ง ดึงดูดฟันด์โฟลว์ระยะยาว

นางจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล หัวหน้าทีมวิจัย DBS Bank เปิดเผยในงาน “DBS 1H26 CIO Market Outlook” ว่า บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย)หรือ “DBSV” ปรับเป้าดัชนีสิ้นปี 69 เป็น 1500 จุด จากเดิมที่ 1380 จุด รวมถึงปรับประมาณการพีอีไปที่16เท่า จากเดิม14เท่า และคงอีพีเอสที่ 7% หลังมองรัฐบาลมีเสถียรภาพทำให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองมีแนวโน้มเป็นไปอย่างราบรื่น

โดยการปรับขึ้นของดัชนีในช่วงสองวันก่อนหน้าและมีมูลค่าซื้อขายกว่าแสนล้านบาท สะท้อนความคาดหวังของตลาดที่จะเห็นพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเชื่อว่าจะสามารถรวมเสียงพรรคร่วมเช่น พรรคเพื่อไทย หรือพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ กระแสเงินลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีพบว่าเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องกัน2เดือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยเบื้องต้นมองว่าฟันด์โฟลวดังกล่าวเป็นกระแสการลงทุนในระดับโลกที่นักลงทุนเคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่เพื่อหาผลตอบแทนที่มากขึ้น เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าและปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ไทยยังคงทำผลงานได้แย่กว่าเนื่องจากขาดพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่างเรื่องของจีดีพีที่จะเข้ามาสร้างแรงจูงใจ แม้จะเห็นถึงแนวโน้มการปรับประมาณพีอีของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในอนาคต แต่ยังคงเป็นการปรับเนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานเป็นทุนเดิม แต่ในด้านของพื้นฐานเศรษฐกิจแท้จริง ธุรกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวโครงสร้างอย่างมีนัยยะสำคัญ

ในปี 2569 นี้ คาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาคึกคักมากขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมองว่าการที่รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพจะช่วยให้การสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐจะเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมการบริโภคในประเทศ และหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยในระยะยาวยังมองว่ารัฐบาลควรใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนบีโอไอเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้แผนการลงทุนที่มีอยู่สามารถเดินหน้าต่อได้ และช่วยผลักดันเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ด้านนายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า สหรัฐกำลังเข้าสู่ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังเนื่องจากการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และระดับหนี้สาธารณะที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงความกังวลจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกยังเป็นปัจจัยหลักที่เข้ากดดันการค้า และการที่ภาครัฐอาจเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดและเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงินเสียเอง สั่นคลอนความเชื่อมั่นและทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า 

สำหรับมุมมองการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน เสริมความมั่งคั่งในระยะยาวในธีมเศรษฐกิจแบบลองจิวิตี้ แนะนำกระจายการลงทุนสู่ตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดยุโรปมากขึ้น การจัดพอร์ตโฟลิโอควรแบบเน้นผลตอบแทนที่มั่นคง ในสัดส่วนพันธบัตรและหุ้นกู้เอกชนที่ 36% หุ้นสหรัฐ 25% หุ้นเอเชีย 15% หุ้นยุโรป 10% และสินทรัพย์ทางเลือก 14%

โดยสำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนปี 2569 จะประกอบด้วย 4 ธีมหลัก อันดับแรกคือการลงทุนในบริษัทที่นำ AI มายกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ ถึงแม้กลุ่มธุรกิจ AI จะมีการเพิ่มขึ้นของแนวโน้มการระดมทุนแบบหมุนเวียน จากการที่บริษัทต่างๆสนับสนุนเงินทุนซึ่งกันและกันสร้างความเสี่ยงนำมาสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม ฉากหลังทางเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายในปัจจุบันยังมีความแข็งแรงกว่ามาก อีกทั้งแผนการลงทุนของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับ GDP ทำให้เมื่อประเมินมูลค่าแล้วพบว่าราคาหุ้นเมื่อเทียบกับความสามารถในการเติบโตและทำกำไรของกลุ่ม AI ยังน่าสนใจลงทุน หรือหากมองว่าอุตสากรรม AI มีความเสี่ยงที่สูง ควรกระจายการลงทุนมาในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เสี่ยงต่ำกว่าแต่ทำผลงานได้ดีและต่อเนื่องแม้ไม่หวือหวา เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และไบโอเทค 

ต่อมาคือการลงทุนในสินทรัพย์จริงอย่าง อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า โดยในพอร์ตควรมีส่วนแบ่งของสินทรัพย์เหล่านี้ราว 10% เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ เมื่อเฟดปรับทิศดอกเบี้ยทางสู่วัฏจักรขาลง ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาสินทรัพย์จริงมีแนวโน้มสูงขึ้น ช่วยเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นที่น่าสนใจยังยกให้ตลาดเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น ซึ่งยังเติบโตทำกำไรได้ดีประเมินจากส่วนลดราว 32.4% เทียบกับตลาดสหรัฐแล้ว โดยในภาพรวมคาดว่าจะเติบโตได้ถึง18.9% ในปี 2569 โดยเฉพาะบริษัทเทคของจีนอย่างTencentและAlibabaที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 

สุดท้ายคือการเลือกลงทุนในหุ้นและหุ้นกู้เอกชนที่เป็น investment Grade คุณภาพระดับ A และ BBB มากกว่ากลุ่มที่ให้ปันผลสูง โดยควรอยู่ในช่วงอายุ 5–7 ปีและเพิ่มการลงทุนในสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้นด้วย