วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

เจาะลึกสถิติช่วงจัดตั้งรัฐบาล ทำไมตลาดหุ้นไทยมีโอกาสสดใส

เจาะลึกสถิติช่วงจัดตั้งรัฐบาล ทำไมตลาดหุ้นไทยมีโอกาสสดใส

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่มีการจัดตั้งรัฐบาล (ใช้เวลาเฉลี่ย 43 วัน ครั้งหลังสุด 114 วัน) โดยกรอบเวลาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไทย แต่ละยุค แตกต่างกันตามเกณฑ์รัฐธรรมนูญปี 2540, 2550, 2560 ที่แตกต่างกัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยช่วงเวลาจัดตั้งรัฐบาลใน 30 ปี 7 ครั้ง ขึ้นได้ไม่เต็มที่เฉลี่ย +0.7% (บวก 3 ใน 7 ครั้งเท่านั้น) เบื้องหลังการบวกได้น้อย เพราะในแต่ละครั้งช่วงจัดตั้งรัฐบาล มักจะมีอุปสรรคต่างๆ เข้ามาแทรกซ้อนด้วยเสมอ อาทิ ปี 2551 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซับไพร์ม, ปี 54 เกิดน้ำท่วมใหญ่, ปี 48 ความไม่สงบภาคใต้, ปี 66 รัฐบาลขาด
เสถียรภาพเสียงปริ่มน้ำ

หากย้อนเหตุการณ์ ปี 44 ตอนนั้นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีคะแนนเสียง สส. สูงถึง 248 เสียง ใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาล 46 วัน ตลาดหุ้นขึ้นได้ 10.2%

ส่วนเหตุการณ์ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีเสียงสส.เพียง 116 เสียงเท่านั้น และใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลนาน 114 วัน แต่สามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ และทางสภาบนสภาล่างมีมุมมองนโยบายไปในแนวทางเดียวกัน หนุนตลาดหุ้นในช่วงจัดตั้งรัฐบาลบวก 5.0%

ถ้าเปรียบเทียบกับปี 69 ไม่ได้เจออุปสรรคภายนอกแรงๆ เหมือนในอดีต และเชื่อว่าเหตุการณ์ใกล้เคียงกับปี 44เรื่องพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีคะแนนเสียงสูง และเหมือนปี 62 เรื่องสภาบนสภาล่างไม่ได้ขัดแย้ง และสามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง ช่วงจัดตั้งรัฐบาลหุ้นทั้ง 2 รอบนี้ SET INDEX บวกเฉลี่ยสูงถึง 7.8%

ต่างชาติ-สถาบันประสานเสียงซื้อหุ้นไทย ดัน SET พุ่งแรงเกือบ 50 จุด

วานนี้ตลาดกลับมาคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีปิดที่ 1,400.89 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 46.88 จุด (+3.46%) ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่มากเกิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิสูงถึง 16,535 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับการซื้อที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี นอกจากนี้ยังมีแรงเสริมจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่ซื้อสุทธิอีกกว่า 6,220 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนสำคัญจากความชัดเจนเรื่องกองทุน TISA (THAI ESG ใหม่) ที่มีการปรับปรุงเงื่อนไขให้จูงใจมากขึ้น

ซึ่งเหตุผลที่ไทยเป็นเป้าหมายของทั้ง 2 กลุ่มนักลงทุน น่าจะมาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DIVIDEND YIELD) ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 4.2% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด (เช่น ยุโรป/ฮ่องกง 3.3%,ญี่ปุ่น 1.7% และสหรัฐฯ 1.2%) เมื่อนำไปคำนวณส่วนต่างกับผลตอบแทนพันธบัตร พบว่า DIVIDEND YIELD GAP แตะระดับ 3% ซึ่งตามสถิติในอดีต (เช่น ปี 2016 และ 2022) ทุกครั้งที่ส่วนต่างนี้แตะ 3% จะเป็นสัญญาณที่ FUND FLOW มักจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเสมอ ดังรูปขวามือ

ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงนี้ที่ยังมี MOMENTUM ซื้อสุทธิจากต่างชาติต่อ จึงเลือกหุ้นที่มี NET BUY สูงสุดจากต่างชาติวานนี้และมีปัจจัยทางพื้นฐานบวกหนุน อาทิ

• กลุ่มการแพทย์ : BDMS มาเป็นอันดับ 1 ซื้อสุทธิ 582 ล้านบาท ตามด้วย BH ตามราคาหุ้นที่ LAGGARD กลุ่มอื่นๆ
• กลุ่มพลังงาน : PTTEP และ PTT มีแรงซื้อหนาแน่นตามราคาน้ำมันเป็นขาขึ้นและพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
• กลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก : MINT, CPALL, CPN และ CRC ขานรับการฟื้นตัวของการบริโภคหลังเลือกตั้ง
• กลุ่มธนาคารและนิคมฯ : KBANK, KTB, AMATA, WHA ก็ได้ประโยชน์ตามเศรษฐกิจฟื้นตัว และนโยบายภาครัฐฯที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน