ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วานนี้ (9 ก.พ.69) ปิดตลาด 1,400.89 จุด เพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือ 3.46% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 102,112.04 ล้านบาท หรือวอลุ่มระดับแสนล้านในรอบ 1 ปี 5 เดือน (6 ก.ย.2567) ระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุด 1,407.74 จุด เพิ่มขึ้น 53.73 จุด และต่ำสุดที่ 1,384.61 จุด ปรับตัวขึ้นรุนแรงทันที ที่เปิดตลาดขานรับผลการเลือกตั้งทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีโอกาสสูงที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความกังวลเรื่องสุญญากาศทางการเมืองหายไป
สะท้อนตัวเลขนักลงทุน “ซื้อสุทธิหุ้นไทย” โดยนักลงทุนสถาบัน +6,220.49 ล้านบาท นักลงทุนบัญชี บล. +1,557.28 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ +16,535.11 ล้านบาท แต่นักลงทุนในประเทศ (รายย่อย) ขายสุทธิ -24,312.88 ล้านบาท
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า หลังผลการเลือกตั้ง สส. มองโครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดย “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำ คาดว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น และระยะยาว และมีความต่อเนื่องจากการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา โดยมีนโยบายมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ลดค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
ดังนั้น ส่งผล “เชิงบวก” ต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหลายภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เช่น โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) การผลักดันให้เกิดบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายตลาดทุนไทยให้มีความทันสมัย และบังคับใช้รวดเร็วขึ้นจะยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่น และสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า วานนี้หุ้นไทยสร้าง “เซอร์ไพรส์” พุ่งแรงเกินกว่าที่คาด หลังจบการเลือกตั้งขานรับชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” ของ “พรรคภูมิใจไทย” แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ทำตลาดมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความเสถียรภาพ ส่งผลให้มี “กระแสเงินทุน” (Fund Flow) มีโอกาสไหลกลับเข้ามาในหุ้นไทยต่อเนื่อง
แต่ยังคงยืนเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,440 จุด เช่นเดิม แม้จะมีการขยับฐานแนวรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1,375 จุด จากเดิม 1,350 จุด อาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาในระยะสั้น เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเร็ว นักลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวังแต่ยังไม่ต้องกังวลรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ยังมีปัจจัยต้องติดตามทั้งภายใน และนอกประเทศส่งผลต่อหุ้นไทย ซึ่งปัจจัยภายในติดตามกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล นโยบายทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงกรณีของสมาชิกพรรคการเมือง 44 ท่าน ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดไม่มากนัก ส่วนต่างประเทศให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในประเทศอิหร่านเป็นหลัก
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า หุ้นไทยวานนี้ปรับตัวขึ้นแรง 3.3% หลังผลการเลือกตั้งนำโดยพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนนเสียงที่สูงกว่าตลาดคาดมาก แสดงถึงเสถียรภาพทางการเมือง และความเสี่ยงจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าที่ลดลง คาดจะหนุนให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง จากต้นปี ไหลเข้า 1.4 หมื่นล้านบาท (ณ 6 ก.พ.2569)
ดังนั้น หากอิงสถิติในอดีต หลังจากเลือกตั้ง 10 ครั้งหลังสุด หุ้นไทยขึ้นราว 1.5% และช่วงที่รัฐบาลได้เสียงข้างมากสูงอาจบวกราว 4.8% ช่วง 1 เดือน ประเมินว่า อาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรออกมา โดยแนวโน้มตลาดหุ้นหลังจากนี้ ประเมินยัง Sideway Up ในกรอบ 1,380-1,440 จุด ช่วงรอดูคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบาย จากนั้นปรับตัวขึ้นต่อ มองดัชนีปลายปีนี้อยู่ที่ 1,440 จุด และ 1,500 จุด กรณีดีที่สุด
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า มีมุมมองเป็นบวกสำหรับผลเลือกตั้งของไทย พิจารณาจากผลการนับคะแนนล่าสุดพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนเสียงนำมาเป็นอันดับ 1 (ได้ 193 ที่นั่ง) และพรรคกล้าธรรมอยู่อันดับ 4 (ได้ 58 ที่นั่ง) ซึ่งขั้วพันธมิตรเดิมนี้มีจำนวน สส. รวมกัน 2 พรรคเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแม้เสียง สส. รวมกันจะมากกว่ากึ่งหนึ่งไม่มาก แต่เชื่อว่าจากการที่ทั้ง 2 พรรคเป็นพันธมิตรทางการเมือง มีความสัมพันธ์กันมานาน เคยร่วมกันทำงานมาในหลายรัฐบาล มองว่าสามารถคุม สส. ในพรรคอยู่ไม่มีการแตกแถว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเรามองทิศทาง SET Index บวกได้ต่อ โดยช่วงสั้นอาจมีการแกว่งตัวในกรอบ 1,375-1,430 จุด หลังปรับตัวขึ้นมาแรง แต่มอง Runway ของการปรับตัวขึ้นอาจไปได้อีกจากพัฒนาการเชิงบวกของประเด็นเรื่องการเมือง และนโยบายซึ่งอาจนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีกว่าเดิมคาด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





