ชัยชนะถล่มทลายกว่า 2 ใน 3 ของ 'ซานาเอะ ทาคาอิจิ' ดันตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งทะยานทะลุ 57,000 จุดเป็นครั้งแรก นักวิเคราะห์ชี้เป็น 'ฉันทามติ' ใช้มาตรการทางการคลังเชิงรุก
ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว พุ่งทะยานถึง 5.6% ไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 57,337 จุด ในระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (9 ก.พ. 69) เช่นเดียวกับดัชนีโทปิกซ์ ที่บวกได้กว่า 3% รับชัยชนะอย่างท่วมท้นของนายกรัฐมนตรี "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ที่นำพรรคแอลดีพีคว้าที่นั่งมากกว่าเสียงส่วนใหญ่ "สองในสาม"
ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ ปิดภาคเช้า ที่ระดับ 56,663.85 จุด เพิ่มขึ้น 2,410.17 จุด หรือ +4.44% หลังจากที่ในระหว่างวันดัชนีพุ่งขึ้นมากกว่า 3,000 จุด ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ตามข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ SMBC Nikko Securities Inc.
พรรคแอลดีพี ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น 316 เสียง จากที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 465 ที่นั่ง
สรี โคชูโกวินดัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของบริษัทอเบอร์ดีน อินเวสต์เมนท์ กล่าวว่า ชัยชนะอย่างท่วมท้นของทาคาอิจิอาจเป็น "ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด" สำหรับตลาดหุ้นในระยะกลาง เนื่องจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์และการปฏิรูปภาษีจะช่วยหนุนตลาด
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ในบรรดาหุ้นที่พุ่งแรงในครั้งนี้ "หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์" นำการบวกไปสูงสุดถึงกว่า 7% ตามมาด้วยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์และกลุ่มอุตสาหกรรม
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้นของบริษัทอินเทอร์เน็ต CyberAgent Inc. เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี โดยพุ่งขึ้นกว่า 16% ขณะที่ Advantest ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ เพิ่มขึ้นกว่า 12% และ Sumitomo Electric Industries ปรับตัวขึ้นมากกว่า 11%
ด้าน "ค่าเงินเยน" แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 156.88 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดเปอร์เซนต์ สู่ระดับ 2.274% ส่วนพันธบัตรอายุ 20 ปี เพิ่มขึ้นราว 3 จุดเปอร์เซนต์ สู่ระดับ 3.158%
ธนาคารเครดิตอะกริโกล ระบุในบทวิเคราะห์ภายหลังชัยชนะของทาคาอิจิว่า รัฐบาลมีแรงหนุนมากขึ้นในการเดินหน้าปรับเปลี่ยนนโยบายการคลังเชิงรุก โดยได้รับ "ฉันทามติ" จากประชาชนอย่างชัดเจน
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังความปั่นป่วนทางการเมืองเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งพรรคแอลดีพีสูญเสียเสียงข้างมากในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และยังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในปี 2024 ส่งผลให้ ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลาออกจากตำแหน่งในเดือนก.ย.
ด้านตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่ง 4.15% ดัชนี Kosdax ปรับขึ้น 2.97% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 1.65% ในการซื้อขายช่วงต้น ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับขึ้น 1.5% และดัชนี CSI 300 ของจีนเพิ่มขึ้น 0.9%





