วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยเปิดเช้านี้ พุ่งแรงเกือบ 40 จุด ขานรับผลเลือกตั้ง

หุ้นไทยเปิดเช้านี้ พุ่งแรงเกือบ 40 จุด  ขานรับผลเลือกตั้ง

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" เปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้  9 ก.พ.69  ปรับตัวขึ้นแรง 37.44 จุด หรือ 2.77% อยู่ที่ 1,391.45 จุด มูลค่าซื้อขาย รวมทั้งสิ้น 25,206.86  ล้านบาท

หุ้นไทยเปิดเช้านี้ พุ่งแรงเกือบ 40 จุด  ขานรับผลเลือกตั้ง

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีดีที่สุดต่อตลาดทุน โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยคว้าอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงกว่าคาดมาก ทำให้มีอำนาจต่อรองสูง และมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลผสมขนาดเล็กเพียง 3-4 พรรค ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุด(Best-case scenario)ต่อมุมมองตลาดทุน

โดยตามสถิติสามารถหนุน SET Index ปรับขึ้นได้ราว 2-3% ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง และมีโอกาสที่ตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อเนื่องในระยะสั้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามาแล้ว

แม้ขั้นตอนตามกฎหมายอาจใช้เวลา 2-3 เดือน จากการรอรับรองผลของ กกต. ไปจนถึงการโหวตนายกฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี แต่ด้วยความที่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นกลุ่มเดียวกับรัฐบาลรักษาการ การเปลี่ยนผ่านจึงคาดว่าจะราบรื่น และสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นเพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ระหว่างรอรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ

กลยุทธ์การลงทุน จึงเน้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ และหุ้น Domestic Play เป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคาร ไฟแนนซ์ สื่อสาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า  "เสถียรภาพทางการเมือง" คือกุญแจสำคัญ (Catalyst) ในการปรับเพิ่มมูลค่า (Re-rating) ตลาดหุ้นไทย หลัง ผลการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569 ออกมาอย่างชัดเจน โดยพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งเกือบ Landslide ที่ 195–200 ที่นั่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและทิศทางเม็ดเงินไหลเข้า (Fund Flow

มองกรอบดัชนีวันนี้ ปรับขึ้น  แนวต้าน 1,395 -1,415 จุด และแนวรับ 1,350 -1,341 จุด จับตาสัปดาห์นี้ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 (4Q25 Earnings) ของกลุ่มพลังงานและท่องเที่ยว โดยเฉพาะ TOP, AOT และ MINT ที่คาดว่าจะมีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษ

พลิกโฉมโครงสร้างตลาดทุน:บทเรียนจากปี 2011

นายกรภัทร ยังมองเป้าหมายดัชนี  คาดการณ์ SET Index มีโอกาส Rally ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าประมาณ 8–10% โดยปรับกรอบเป้าหมายระยะสั้นขึ้นไปที่ 1,420–1,500 จุด ขณะที่เป้าหมายสิ้นปี 2569 ยังคงไว้ที่ 1,475 จุด อิงจากสมมติฐาน EPS Growth ที่ +8% และ PER 15.9 เท่า

จากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงกลยุทธ์ โดยทีมกลยุทธ์ KSS ประเมินว่ารูปแบบนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปี 2011 (รัฐบาลยิ่งลักษณ์) ซึ่งตลาดตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก (Majority Government)

สถิติการตอบรับของตลาด (Historical Playbook)

1 เดือนหลังเลือกตั้ง: +1.85%

3 เดือนหลังเลือกตั้ง: +9.47%

6 เดือนหลังเลือกตั้ง: +17.01%

"Election Play" เน้นลงทุนและบริโภค

กลยุทธ์การลงทุน มุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและการกระตุ้นกำลังซื้อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก 

1.กลุ่มอิงการลงทุน & FDI รับอานิสงส์จากการเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการลดอุปสรรคในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ  

หุ้นเด่น: STECON, GULF, AMATA, WHA, KTB, ADVANC

2.กลุ่ม Domestic & Services: รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและภาคการท่องเที่ยว

หุ้นเด่น: CPALL, AOT, BDMS, MTC, PLANB

 

Top 5 Picks: STECON GULF CPALL KTB AOT  ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ (Key Drivers)

- การเมืองไทย (Strong Stability): รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยผลักดันนโยบายการคลังได้เต็มรูปแบบ ทั้งโครงการ "คนละครึ่ง+", การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ Infra Tech ส่งผลให้ต่างชาติลดสถานะ Underweight หุ้นไทย

-กระแส AI Infra: มุมมองจากผู้บริหาร NVIDIA ที่คาดว่าการลงทุน AI จะเติบโตต่อเนื่องอีก 6-7 ปี เป็นผลบวกต่อกลุ่มชิปเซ็ตและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า (DELTA, GULF)

- เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มคลายตัว: ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ (U. Michigan) ลดลงเหลือ 3.5% และความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก