ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" เปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ 9 ก.พ.69 ปรับตัวขึ้นแรง 37.44 จุด หรือ 2.77% อยู่ที่ 1,391.45 จุด มูลค่าซื้อขาย รวมทั้งสิ้น 25,206.86 ล้านบาท
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีดีที่สุดต่อตลาดทุน โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยคว้าอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงกว่าคาดมาก ทำให้มีอำนาจต่อรองสูง และมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลผสมขนาดเล็กเพียง 3-4 พรรค ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุด(Best-case scenario)ต่อมุมมองตลาดทุน
โดยตามสถิติสามารถหนุน SET Index ปรับขึ้นได้ราว 2-3% ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง และมีโอกาสที่ตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อเนื่องในระยะสั้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามาแล้ว
แม้ขั้นตอนตามกฎหมายอาจใช้เวลา 2-3 เดือน จากการรอรับรองผลของ กกต. ไปจนถึงการโหวตนายกฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี แต่ด้วยความที่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นกลุ่มเดียวกับรัฐบาลรักษาการ การเปลี่ยนผ่านจึงคาดว่าจะราบรื่น และสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นเพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ระหว่างรอรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ
กลยุทธ์การลงทุน จึงเน้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ และหุ้น Domestic Play เป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคาร ไฟแนนซ์ สื่อสาร ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า "เสถียรภาพทางการเมือง" คือกุญแจสำคัญ (Catalyst) ในการปรับเพิ่มมูลค่า (Re-rating) ตลาดหุ้นไทย หลัง ผลการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569 ออกมาอย่างชัดเจน โดยพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งเกือบ Landslide ที่ 195–200 ที่นั่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและทิศทางเม็ดเงินไหลเข้า (Fund Flow
มองกรอบดัชนีวันนี้ ปรับขึ้น แนวต้าน 1,395 -1,415 จุด และแนวรับ 1,350 -1,341 จุด จับตาสัปดาห์นี้ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 (4Q25 Earnings) ของกลุ่มพลังงานและท่องเที่ยว โดยเฉพาะ TOP, AOT และ MINT ที่คาดว่าจะมีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษ
พลิกโฉมโครงสร้างตลาดทุน:บทเรียนจากปี 2011
นายกรภัทร ยังมองเป้าหมายดัชนี คาดการณ์ SET Index มีโอกาส Rally ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าประมาณ 8–10% โดยปรับกรอบเป้าหมายระยะสั้นขึ้นไปที่ 1,420–1,500 จุด ขณะที่เป้าหมายสิ้นปี 2569 ยังคงไว้ที่ 1,475 จุด อิงจากสมมติฐาน EPS Growth ที่ +8% และ PER 15.9 เท่า
จากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงกลยุทธ์ โดยทีมกลยุทธ์ KSS ประเมินว่ารูปแบบนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปี 2011 (รัฐบาลยิ่งลักษณ์) ซึ่งตลาดตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก (Majority Government)
สถิติการตอบรับของตลาด (Historical Playbook)
1 เดือนหลังเลือกตั้ง: +1.85%
3 เดือนหลังเลือกตั้ง: +9.47%
6 เดือนหลังเลือกตั้ง: +17.01%
"Election Play" เน้นลงทุนและบริโภค
กลยุทธ์การลงทุน มุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและการกระตุ้นกำลังซื้อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
1.กลุ่มอิงการลงทุน & FDI รับอานิสงส์จากการเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการลดอุปสรรคในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ
หุ้นเด่น: STECON, GULF, AMATA, WHA, KTB, ADVANC
2.กลุ่ม Domestic & Services: รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและภาคการท่องเที่ยว
หุ้นเด่น: CPALL, AOT, BDMS, MTC, PLANB
Top 5 Picks: STECON GULF CPALL KTB AOT ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ (Key Drivers)
- การเมืองไทย (Strong Stability): รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยผลักดันนโยบายการคลังได้เต็มรูปแบบ ทั้งโครงการ "คนละครึ่ง+", การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ Infra Tech ส่งผลให้ต่างชาติลดสถานะ Underweight หุ้นไทย
-กระแส AI Infra: มุมมองจากผู้บริหาร NVIDIA ที่คาดว่าการลงทุน AI จะเติบโตต่อเนื่องอีก 6-7 ปี เป็นผลบวกต่อกลุ่มชิปเซ็ตและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า (DELTA, GULF)
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มคลายตัว: ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ (U. Michigan) ลดลงเหลือ 3.5% และความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก





