เปิดสถิติย้อนหลัง 30 ปี "หลังเลือกตั้ง 1 เดือน” ลมใต้ปีกสนับสนุนโอกาส “ดัชนีหุ้นไทย” ฟื้นตัวเฉลี่ย 2.5% “ไพบูลย์” ชี้หุ้นไทยจ่อทะลุ 1,350 จุด ชูเงื่อนไข “รัฐบาล 300 เสียง” หนุนตลาดโต-สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ “เทิดศักดิ์” ส่องโพลรัฐบาลใหม่ “ฟอร์มทีมไม่ยุ่งยาก-สูตรไหนก็มีเสถียรภาพ” ดันหุ้นไทยพุ่ง 2.5% “บล.กสิกรไทย” ชี้อดีต “ผลตอบแทน” แตะ 3% แรงหนุนคาดหวังเชิงนโยบายและการเมืองชัดเจนเพิ่มขึ้น
“ตลาดหุ้นไทย” หลังผ่านพ้นวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ถูกจับตาในฐานะ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของไทย และส่งผ่านสู่ทิศทาง “การลงทุน” ด้วยตลาดทุนต้องการความชัดเจนและมีเสถียรภาพ เพื่อกำหนดทิศทางพอร์ตการลงทุน จากช่วงที่ผ่านมาความไม่แน่นอนทางการเมืองคือหนึ่งในปัจจัยกดดัน “ตลาดทุน” และ “เศรษฐกิจไทย” ให้อ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม สถิติย้อนหลัง 30 ปี ที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง ยังสนับสนุนโอกาสฟื้นตัวของ “ดัชนีหุ้นไทย” ในช่วง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง โดยตลาดหุ้นจะปรับตัวตอบรับ “เชิงบวก” สะท้อนผ่าน “ผลตอบแทน” เฉลี่ย 2-4% ภายใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ซึ่งค่าเฉลี่ยการปรับตัวรายช่วงเวลา คือ 1 สัปดาห์ +2.3% ใน 2 สัปดาห์ +2.8% ใน 3 สัปดาห์ +2.9% และ 1 เดือน +2.8% ตามลำดับ
ฟอร์มทีม “รัฐบาลเร็ว-มีเสถียรภาพ” ดันหุ้นไทยพุ่ง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้งรอบนี้ (8 ก.พ.2569) หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อได้ โดยปัจจัยกำหนดทิศทางหุ้นไทยคือ “ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและเสถียรภาพของจำนวนเสียง” ภายใต้ตั้งสมมติฐานหากผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไม่กี่วันหรือไม่เกินสัปดาห์หน้าเลยตลาดหุ้นจะตอบรับใน “เชิงบวก” อย่างมาก และคาดหวังภาพ “รัฐบาลผสม” ที่มีเสียงรวมกันตั้งแต่ 300 เสียงขึ้นไป เพื่อให้เกิด “เสถียรภาพในการบริหารงาน”
แต่หาก “คะแนนเสียงปริ่มน้ำ” เกิน 250 เสียงมาเล็กน้อย ตลาดอาจตอบรับไม่ดีเนื่องจากผิดจากความคาดหวัง การประกาศผลที่รวดเร็วและเป็นไปตามไทม์ไลน์โดยปกติหากได้รัฐบาลเข้าทำงานช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค. เพื่อให้ทันทำงบประมาณต่อได้ แต่ถ้าลากยาวออกไปตลาดจะเริ่มกังวล
ทั้งนี้ คาดพรรคอันดับ 1 และ 2 จะมีคะแนนใกล้เคียงกันประมาณ 100 กว่าเสียง ซึ่งพรรคอันดับ 1 ควรได้รับสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าไม่ได้ อันดับ 2 ก็ต้องจัดตั้งให้ได้เหมือนที่ผ่านมา
ดังนั้น แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยมองว่าดัชนีสิ้นปีมีโอกาสทะลุระดับ 1,350 จุด หากการจัดตั้งรัฐบาลราบรื่นและลงตัว แม้ว่าดัชนีอาจจะไม่ดีดตัวรุนแรงมากเนื่องจากปรับตัวขึ้นมาล่วงหน้าแล้วบางส่วน แต่ตลาดไทยยังมีความได้เปรียบในฐานะ “หลุมหลบภัย” ของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นเลยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดต่างประเทศเริ่มมีการปรับฐานทำให้เริ่มเห็น “เม็ดเงินต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ทยอยไหลเข้าสู่ตลาดไทยต่อเนื่อง
แนะรัฐบาลใหม่ใช้“ตลาดทุน”กู้เศรษฐกิจ
สำหรับเป้าหมายและนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญคือ “กอบกู้เศรษฐกิจผ่านการสร้างความเชื่อมั่น” ควรเป็นอันดับแรก โดยมองปัญหาปัจจุบันไม่ใช่เพียงการทำนโยบายประชานิยม แต่คือการทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนกลับมามั่นใจในการลงทุนและใช้จ่ายอีกครั้ง รวมทั้งเสนอให้รัฐบาลใหม่ ใช้ “ตลาดทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก” ในการปลุกการบริโภคภายในประเทศ หากตลาดทุนสามารถปรับตัวขึ้นได้จะช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวก และส่งเสริมให้การทำงานของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจทำได้ง่ายขึ้น
“ตอนนี้มองตลาดเริ่มจุดติดกลับเป็นขาขึ้น จากทั้งฟันด์โฟลว์และความคาดหวังรัฐบาลใหม่จะดีกว่าที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าตลาดจุดติดอีกนิดเดียวหลังเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลใหม่เร็วและมีเสถียรภาพ เชื่อการบริโภคจะดีขึ้นทันที และจะช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น”
มองโพลล์รอบนี้ไม่ว่าสูตรไหนหนุน“หุ้นไทย”
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะมาในรูปแบบของ “รัฐบาลเสียงข้างมาก” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของพรรคใหญ่ 2 ใน 3 พรรคที่คะแนนเสียงสูสีกัน โดยมี “สูตรการจับคู่” ที่เป็นไปได้ตามโพลเลือกตั้ง 2569 คือ พรรคที่ 1 จับกับพรรคที่ 2 หรือพรรคที่ 1 จับกับพรรคที่ 3 หรือแม้แต่พรรคที่ 2 จับกับพรรคที่ 3 แล้วบวกเพิ่มด้วยพรรคขนาดกลาง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ได้เสียงข้างมากที่เบ็ดเสร็จ หรือการจับคู่ของ “สี” ต่าง ๆ ที่นักลงทุนและประชาชนเล็งผลกันอยู่ โดยมองความเป็นไปได้ในหลายแง่ เช่น คู่ของ น้ำเงิน-แดง หรือ แดง-ส้ม ซึ่งไม่ว่าจะออกมาในสูตรใด หากคะแนนไม่ทิ้งห่างกันมากนัก การฟอร์มรัฐบาลก็จะไม่เป็นปัญหาไม่ยุ่งยากไม่ชิงไหวชิงพริบกันเหมือนรอบที่แล้ว
“สูตรจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ หากประเมินจากโพลก็วิ่งมาตามกัน 3 พรรคบน ความแตกต่างสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายหรือการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองซับซ้อนเหมือนครั้งก่อน การที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากจะช่วยให้การบริหารจัดการในสภาทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพะวงกับการต่อรองของพรรคเล็กพรรคน้อย”
แม้ตามกฎหมาย กกต. จะมีเวลาในการรับรองผลการเลือกตั้ง (95%) ภายใน 60 วัน แต่เชื่อว่าตลาดจะเริ่ม “ตีความ” และตอบรับในเชิงบวกทันทีที่ทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เพราะจะเริ่มเห็นภาพรางๆ แล้วว่าใครจะเป็นรัฐบาลและจับคู่กับใคร
หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง 1 เดือน บวก 2.5%
ดังนั้น ให้น้ำหนักว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูงกว่าที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนสามารถเบาใจได้ และเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่หลังเลือกตั้ง ดัชนีพุ่งเร็วเช่นการจัดตั้งรัฐบาลรอบก่อน (ขึ้นรวดเดียว 100 จุด) มองว่า ดัชนีพุ่งขึ้นเร็วเกินไป เพราะตามธรรมชาติก็อาจจะเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาได้เช่น
ทั้งนี้ ตามสถิติ Election Rally ในอดีตตลาดปรับตัวขึ้นในช่วง 1 เดือนก่อน และหลังการเลือกตั้ง โดยหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน ตลาดจะขึ้นเฉลี่ย 2.4-2.5% ด้วยความน่าจะเป็นสูงถึง 67% อีกทั้ง หลังการเลือกตั้งยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปีนี้คาดดีขึ้นจากจีดีพีฐานต่ำปีก่อน และมีรัฐบาลใหม่คาดเดือน เม.ย.-พ.ค. จะมีเวลาราว 5 เดือนก่อนสิ้นสุดปีงบเดือน ก.ย. เพื่อเร่งเบิกจ่ายงบโดยเฉพาะงบลงทุน
ด้านฟันด์โฟลว์มองเม็ดเงินที่เข้ามาไม่ใช่ “เงินร้อน” แต่เป็นเงินที่มองหา “แหล่งลงทุนใหม่” เนื่องจากเทรนด์การลดความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนทั่วโลกเริ่มโยกเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น และหากรัฐมีมาตรการดึงเงินลงทุนไทยที่ไปอยู่ในต่างประเทศ เช่น กองทุนต่างประเทศที่มีอยู่กว่า 7-8 แสนล้านบาท หรือเงินฝาก FCD กลับมาได้ ก็จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดหุ้นไทย
สถิิติ 1 เดือนหลังเลือกตั้ง “หุ้นไทย” พุ่ง 2.5-3%
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยภายหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา จากสถิติย้อนหลังตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2538 พบว่า ดัชนีหุ้นไทยในช่วง 1 เดือนหลังเลือกตั้งให้ “ผลตอบแทน” เป็นบวกเฉลี่ย 2.5-3% สะท้อนแรงหนุนจากความคาดหวังเชิงนโยบายและความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้สถิติหลังเลือกตั้งในอดีตจะเป็นในเชิงบวก แต่นักลงทุนยังจำเป็นต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 ประเด็น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดในระยะถัดไป ได้แก่ ประเด็นแรก ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลและการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยตลาดคาดจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายใน เดือน พ.ค. และต้องจับตาว่าการพิจารณางบประมาณในวาระที่ 1-3 จะผ่านความเห็นชอบได้ทันหรือไม่ เพื่อให้สามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ตามกรอบเวลาในเดือน ต.ค. ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ประเด็นที่สอง ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งปัจจุบันมุมมองของตลาดยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ระหว่างการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุม วันที่ 25 ก.พ. หรือเลื่อนไปเป็น วันที่ 29 เม.ย. และประเด็นสุดท้าย ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ โดยเฉพาะท่าทีของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ในเดือน พ.ค. จะมีโทนการดำเนินนโยบายที่ค่อนข้างเข้มงวด จนกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกหรือไม่
“หุ้นไทย”ในอดีตตอบรับเชิงบวกหลังเลือกตั้ง
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยภายหลังเลือกตั้งในเชิงสถิติย้อนหลัง ตลาดจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงประมาณ 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง โดยกลยุทธ์เข้าซื้อหุ้นล่วงหน้าราว 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง และขายทำกำไร 1 เดือนหลังเลือกตั้ง มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอิงเศรษฐกิจภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเลือกตั้งรอบนี้ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองค่อนข้างสูง เนื่องจากคะแนนนิยมของพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีความสูสีกัน หากพรรคอันดับ 2 และ 3 มีคะแนนใกล้เคียงกัน อาจทำให้กระบวนการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดและนักลงทุนยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แม้จะไม่มีกลไกของ สว. เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอ่อนแอ โดยการบริโภคและภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้แรงหนุนต่อหุ้น Domestic Play ยังมีจำกัด ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุน Selective เลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่อิงปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกมากกว่า
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามแรงขายทำกำไรในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งในระยะถัดไป





