ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2569 ตลาดการเงินสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนอย่างชัดเจน สินทรัพย์ทางเลือกอย่างน้ำมันกลับมาโดดเด่นจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่เงินทุนเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่หลังหุ้นสหรัฐฯ พักฐาน ส่วนคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงเทขายจากความกังวลต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนทั่วโลกในระยะนี้
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันทิศทางการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์แต่ละประเภทสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนและความกังวลเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน โดยสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและน้ำมันยังคงให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุน ส่วนคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินสหรัฐฯ
ทองคำ น้ำมันพุ่งแรง รับแรงหนุนภูมิรัฐศาสตร์
สินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดตั้งแต่ต้นปีคือทองคำและน้ำมันดิบโดยมีแรงหนุนหลักจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวนสูง ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก
ตลาดหุ้นเกิดใหม่ฟื้นตัว รับเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ
ในส่วนของตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) รวมถึงตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยสำคัญจากการโยกย้ายเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงพักฐาน
โดยนักลงทุนจำนวนมากมองว่ามูลค่าหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับค่อนข้างตึงตัว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์บางส่วนยังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรและการปรับพอร์ตการลงทุน
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดพัฒนาแล้วจึงเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีระดับมูลค่าที่น่าสนใจกว่าและมีโอกาสฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
คริปโทเคอร์เรนซีร่วงหนัก กังวลทิศทางนโยบายเฟด
สำหรับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในช่วงต้นปี ได้แก่ Bitcoin และ Ethereum ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ จากกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจแต่งตั้ง Kevin Warsh เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ สร้างความกังวลต่อตลาด เนื่องจาก Warsh มีจุดยืนไม่สนับสนุนนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หรือการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
โดยท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ถึงแนวโน้มวินัยทางการเงินและการคลังที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งลดความคาดหวังต่อสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลก และส่งผลลบต่อคริปโตเคอร์เรนซีที่มักเติบโตได้ดีในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง
พันธบัตรไทยผันผวน Yield พุ่งรับความกังวลการคลัง
ด้านตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับประมาณ 1.8% ขึ้นมาใกล้ 2% สะท้อนแรงขายในตลาดพันธบัตร
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Yield ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร สะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การออกพันธบัตรเพิ่มเติมและเพิ่มภาระหนี้สาธารณะในอนาคต
"ภาพการลงทุนในช่วงต้นปีสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรตลาดการเงินโลก นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและติดตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"
โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 สินทรัพย์ที่ปรับเพิ่มมากที่สุดได้แก่ น้ำมัน +9.0% ทองคำ +8.5% หุ้นตลาดเกิดใหม่ +7.3% หุ้นไทย +6.9% หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) +6.7% หุ้นญี่ปุ่น +5.5% รีทสหรัฐฯ +4.4% หุ้นสหราชอาณาจักร +3.8% หุ้นยุโรป +3.3% โลหะเงิน ทองแดง +2.1% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลไทย -15.6% บิทคอยน์ -30.6% และอีเธอเรียม -40.3%





