วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

โค้งท้าย! เจาะหุ้นรับเนื้อๆ ได้เน้นๆ หาก 3 พรรคใหญ่ ใครได้ฟอร์มรัฐบาล?

โค้งท้าย! เจาะหุ้นรับเนื้อๆ ได้เน้นๆ หาก 3 พรรคใหญ่ ใครได้ฟอร์มรัฐบาล?

ช่วงโค้งสุดท้ายของ การเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ถูกจับตาในฐานะปัจจัยชี้ทิศทาง ตลาดหุ้นไทย โดยความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และกระตุ้นเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ถูกมองเป็นแรงส่งสำคัญต่อหุ้นกลุ่มบริโภคในประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจหนุน ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นในช่วงหลังเลือกตั้ง

เกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังการเลือกตั้งและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในทุกฉากทัศน์ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองจะทยอยลดลง โดยเฉพาะกรณีที่พรรคการเมืองขั้ว “สีน้ำเงิน” หรือพรรคภูมิใจไทย และ “สีแดง” พรรคเพื่อไทย สามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ มีโอกาสผลักดันดัชนี SET ทะลุระดับ 1,400 จุด

ทั้งนี้ ประเมินว่า สูตรการจัดตั้งรัฐบาล มีความเป็นไปได้หลัก 2 แนวทาง ได้แก่

1) การจับมือระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย โดยอาจมีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม

2) การรวมตัวระหว่างพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ หากมีจำนวนที่นั่งรวมกันเกิน 250 เสียง

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น กรณีพรรคภูมิใจไทยจับมือพรรคเพื่อไทยจะเป็นฉากทัศน์ที่ตลาดตอบรับเชิงบวกมากที่สุด เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นความต่อเนื่องของนโยบายและการผลักดันงบประมาณได้รวดเร็ว ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดทุน

ส่วนกรณีพรรคประชาชนเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตลาดอาจต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายในระยะต้น แต่คาดว่าจะเกิดช่วง “ฮันนีมูนพีเรียด” ที่นักลงทุนคลายความกังวลด้านการเมือง อีกทั้งนโยบายในรอบนี้ไม่ได้ถูกมองว่าสุดโต่งเหมือนที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันต่อตลาดมีจำกัด

ในเชิงอุตสาหกรรม หากรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทย กลุ่มที่คาดว่าจะได้อานิสงส์ ได้แก่ โรงแรม การท่องเที่ยว การส่งออก กลุ่ม SME และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่เคยปรับตัวลงแรง โดยเฉพาะกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงซื้อจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ขณะที่อาจเห็นการสลับการลงทุนออกจากกลุ่มที่ปรับขึ้นมากแล้ว เช่น สื่อสารและธนาคาร

แต่ทว่าหากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ตลาดอาจยังเน้นหุ้นเชิงรับ (Defensive) เช่น กลุ่มการแพทย์ พลังงานบางส่วน และธนาคาร

ด้านกลยุทธ์การลงทุน มองว่าตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมามาก โดยปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบราว 10% และหากนับย้อนหลัง 3 ปี ลดลงประมาณ 25% ทำให้ความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัดจึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นที่มีค่า Beta สูง เพื่อรับการฟื้นตัวหลังการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะออกมาในรูปแบบใด

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ มองว่าหลังการเลือกตั้งการเมืองไทยจะมีความชัดเจน และไม่น่าจะใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลนาน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสตอบรับเชิงบวก โดยสถิติย้อนหลังชี้ว่า SET Index ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +1.2% ถึง +2.3% และมีโอกาสปรับขึ้น 67-80% โดยกลุ่มเด่นคือ การเงิน สื่อ อสังหาฯ และก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน เงินทุนต่างชาติ เริ่มไหลกลับหลังซื้อสุทธิ 2 เดือนติดเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากเงินดอลลาร์อ่อนค่าและความไม่แน่นอนในสหรัฐ หนุนโอกาสเงินไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง เนื่องจากมูลค่าหุ้นยังไม่แพงและให้ปันผลราว 4% อย่างไรก็ตาม แม้ Downside ตลาดจำกัด แต่ทิศทางกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ยังไม่ฟื้น ทำให้ Upside ดัชนีอาจไม่ไกลเกิน 1,400 จุด

ทั้งนี้ แนะนำ 3 ธีม หุ้นระยะสั้น ได้แก่ หุ้นรับอานิสงส์การเลือกตั้ง BJC, MTC, STECON, WHA หุ้นใหญ่ราคาต่ำรับเงินทุนไหลเข้า CRC, TRUE และ หุ้นปันผลเด่น AP, BBL โดยประเมินแนวรับ SET เดือนนี้ที่ 1,280-1,300 จุด และแนวต้าน 1,350 และ 1,380-1,400 จุด

ทีมกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ประเมินว่า การเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8 ก.พ.2569 จะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงบวก หลังคาดว่าจะได้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพระดับกลาง ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนและหนุนกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย พร้อมคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปีที่ 1,475 จุด บนสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) 94 บาท และ PER 15.7 เท่า

ทั้งนี้ ประเมินกรณีฐานว่าไม่น่ามีพรรคการเมืองใด ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ โดย 3 พรรคหลักมีแนวโน้มได้ที่นั่งพรรคละราว 100-170 เสียง นำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 275 เสียง ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่ารัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น มาตรการกระตุ้นการบริโภค การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการลดค่าครองชีพ มีแนวโน้มเดินหน้าได้รวดเร็ว ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำ

ในระยะสั้น 1-3 เดือนหลังเลือกตั้ง คาด SET มีโอกาสปรับขึ้นอย่างน้อย 3-5% โดยทิศทางตลาดจะขึ้นกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ตลาดอาจแกว่งตัวในกรอบ 1,280-1,400 จุด จากความกังวลต่อนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่กรณีพรรคภูมิใจไทยนำรัฐบาล ตลาดมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกมากกว่าในกรอบ 1,345-1,450 จุด ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,350-1,420 จุด

ทั้งนี้ แนะนำกลยุทธ์ “Election Plays” เน้น 2 ธีมหลักที่ทุกพรรคสนับสนุน ได้แก่ กลุ่มบริโภคในประเทศรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและสุขภาพ ซึ่งเป็น New S-Curve ของประเทศ โดยหุ้นเด่นประกอบด้วย ADVANC, GULF, AMATA, BDMS, CENTEL และ CPALL นอกจากนี้ยังมองบวกต่อกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก ท่องเที่ยว การบิน และสื่อสาร ที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากนโยบายรัฐบาลใหม่และการฟื้นตัวของ Fund Flow ต่างชาติ

โค้งท้าย! เจาะหุ้นรับเนื้อๆ ได้เน้นๆ หาก 3 พรรคใหญ่ ใครได้ฟอร์มรัฐบาล?