“กลุ่มโรงพยาบาล” ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่ม Defensive ที่นักลงทุนให้ “ความสนใจ” ท่ามกลางภาวะ “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุน” ที่ผันผวนรุนแรง ดังนั้น ในปี 2569 กลุ่มโรงพยาบาลแนวโน้มการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ และคนไข้ต่างชาติที่กลับมารักษาในไทยล่าช้า รวมถึงความไม่แน่นอนของ “สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์”
ขณะที่ แนวโน้มผลการดำเนินงานของ BCH ในปี 2569 คาดสามารถเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน หลังพบภาพรวมธุรกิจในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา มีรายได้เติบโต18% ซึ่งถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านมา อย่างเห็นได้ชัด สวนกระแสความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่ง
ดังนั้น วางกลยุทธ์การเติบโตในปีนี้ จาก 2 ส่วนหลักคือ 1.การขยายโรงพยาบาลใหม่ จากอานิสงส์จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก 2.การปรับโฉมโรงพยาบาล สาขาในไทย ทำให้พร้อมรองรับผู้ป่วย และในส่วนคาดการณ์การเติบโตในระดับ “ตัวเลขสองหลัก” และเดินหน้าขยายฐานสิทธิประกันสังคม ในเครือโรงพยาบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการสิทธิประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้สอดคล้องกับกิจกรรมการรักษาที่เพิ่มขึ้น โดยมั่นใจงบประมาณการจ่ายของรัฐที่ยังคงเสถียรภาพ
นอกจากนี้ รุกตลาดศูนย์การแพทย์ (Medical Hub) ที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว ล่าสุด ได้เดินทางไป สปป.ลาว เพื่อเปิดตัวบริการทางการแพทย์ระดับสูง ได้แก่ ศูนย์ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไต ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลลาวแล้ว และศูนย์มะเร็งเต้านม รวมถึงการขยายบริการด้านศัลยกรรมตกแต่งอีกกว่า 5 ศูนย์
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมกลุ่มโรงพยาบาลปีนี้ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจากปีก่อน แต่การขยายตัวโดยรวมต่ำกว่าที่เคยคาดไว้เดิม โดยปัจจัยกดดันมาจากการกลับมาของคนไข้ต่างชาติที่ช้ากว่าคาด ขณะที่หลายโรงพยาบาลเผชิญต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แม้ปริมาณคนไข้จะปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่จำกัด
ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามกลุ่มคนไข้จากคูเวต ตลาดคาดจะกลับมาใช้บริการมากขึ้นในระยะถัดไป และจะเป็นปัจจัยบวกต่อโรงพยาบาลที่เน้นฐานลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ส่วน Co Pay และประกันสังคมมีผลกระทบต่อผลประกอบการค่อนข้างจำกัด และไม่มีนัยสำคัญมากนัก
สำหรับ ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ตัวเลขการท่องเที่ยว หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจกระทบต่อจำนวนคนไข้ต่างชาติ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อการเดินทางของคนไข้จากภูมิภาคอาหรับ
นายถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการหุ้นโรงพยาบาลไตรมาส 4 ปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ไม่สูงนัก ปัจจัยหลักจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ผู้ป่วยในประเทศชะลอ แม้จะยังได้แรงพยุงจากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติอยู่บ้าง
หากมองไปข้างหน้าในปีนี้กลุ่มโรงพยาบาลมีแนวโน้มกลับมาเติบโตดีขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของลูกค้าต่างชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมรายได้ และอัตรากำไรในภาพรวม นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลยังเป็นหุ้นในกลุ่ม Defensive ที่สามารถเติบโตอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการ และทิศทางการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปี 2569 มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนตามลักษณะธุรกิจ และฐานรายได้ โดยได้แบ่งกลุ่มโรงพยาบาลออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
สำหรับโรงพยาบาลในกลุ่มประกันสังคม ราคาหุ้นของ BCH ที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วงก่อนหน้า ได้สะท้อนปัจจัยลบไปค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ Valuation ปัจจุบันอยู่ในจุดที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการดำเนินงานในระยะยาว จึงมองว่า BCH เป็นหุ้นที่สามารถ ทยอยสะสมได้ สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนระยะสั้นได้
ส่วนกลุ่มระดับบน BH ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากความกังวลเรื่องระบบชำระเงิน ส่งผลให้ Valuation อยู่ในระดับต่ำใกล้ช่วงโควิด-19 มองเป็นโอกาสเข้าลงทุนจากศักยภาพผู้ป่วยต่างชาติที่ยังแข็งแกร่ง และกลุ่มเครือข่ายขนาดใหญ่ BDMS คาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แนะนำรอจังหวะเข้าซื้อช่วงกลางปี เพื่อรับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยว และการรักษาพยาบาลในครึ่งปีหลัง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





