วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ก.ล.ต. -ThaiBMA รื้อเกณฑ์ปฏิรูป‘หุ้นกู้’ เข้มไฮยีลด์ ลด‘ดีฟอลต์’

ก.ล.ต. -ThaiBMA รื้อเกณฑ์ปฏิรูป‘หุ้นกู้’ เข้มไฮยีลด์ ลด‘ดีฟอลต์’

แม้ว่าสถานการณ์ “ตลาดหุ้นกู้ไทย” ยังคงมีเสถียรภาพในภาพรวม โดยมีหุ้นกู้ “กลุ่ม Investment Grade” เป็นสัดส่วนใหญ่กว่า 80% ทว่าหน่วยงานกำกับดูแลไม่นิ่งนอนใจ แต่กำลังเร่งออกมาตรการเพื่อเสริมสร้าง “ความแข็งแกร่ง” และ “ยกระดับคุณภาพ” ของตลาดหุ้นกู้ โดยเฉพาะใน “กลุ่ม High Yield” และการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจาก “ธรรมาภิบาลที่ไม่ดี” ของผู้ออกหุ้นกู้ 

ดังนั้น สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) จึงมีแผนยกระดับ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Trust) โดยเตรียมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หวังลดความเสี่ยงการ “ผิดนัดชำระหนี้” รวมทั้งช่วยเสริมสร้างธรรมาภิบาลของผู้ออกหุ้นกู้    
สะท้อนผ่านปี 2569 สถานการณ์ “หุ้นกู้มีปัญหา” ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เพิ่มขึ้น ทั้ง “หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้” และ “หุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระหนี้” โดยปีนี้ยังคงเป็นช่วงเวลาที่ “ท้าทาย” ต่อ “เศรษฐกิจไทย” และ “ภาคธุรกิจ” ที่คาด “จีดีพีไทย” จะขยายตัวเพียงราว 1.5% ถือว่าไม่สูง

ขณะที่ มาตรการด้าน “การเงินและการคลัง” ของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด ทั้งการแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดัน และจำเป็นต้องตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่เฉพาะในประเทศไทย

“หากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว คาดว่าปัญหาหุ้นกู้จะทยอยคลี่คลาย และขณะนี้แม้จะมีความเสี่ยงด้านฟองสบู่สินทรัพย์ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนที่จะนำไปสู่วิกฤติคล้ายปี 2540 สิ่งสำคัญคือการรักษาสภาพคล่องและการออม เพื่อรองรับความไม่แน่นอน”


สำหรับปี 2568 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระทั้งสิ้น 8,319 ล้านบาท จากผู้ออก 8 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ผิดนัดชำระแล้วขอมติที่ประชุมยืดชำระหนี้หรือยืดชำระหนี้แล้วกลับมาผิดนัดชำระอีก ส่วนหุ้นกู้เลื่อนชำระหนี้ทั้งสิ้น 59,804 ล้านบาท จากผู้ออก 21 ราย เป็นรายใหม่ 14 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีข่าวเชิงลบ หรือรายเดิมที่ยืดชำระหนี้แล้วขอยืดชำระหนี้ต่อไป

ล็อกเป้า High Yield-คุมการก่อหนี้และลงทุน

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมากขึ้นและกำลังผลักดันมาตรการเพิ่ม “ความเข้มแข็งตลาดหุ้นกู้” ในปีนี้ เช่น การพัฒนาข้อกำหนดสิทธิ์ (covenant) สำหรับหุ้นกู้กลุ่ม High Yield และยกระดับมาตรการ product screening (การคัดเลือกผู้ออกหุ้นกู้) ให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงเพิ่มบทบาทผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อเพิ่มการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน 


สำหรับการพัฒนา High Yield Bond Covenants การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวดสำหรับหุ้นกู้กลุ่ม High Yield เพื่อกำกับดูแลการใช้จ่ายและการก่อหนี้ของผู้ออก คาดว่า เปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เกี่ยวกับ Covenants ของหุ้นกู้ กลุ่ม High Yield ในไตรมาสแรกปีนี้ โดยเน้น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การจำกัดการก่อหนี้เพิ่ม หากมีความเสี่ยงต่อการชำระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนด 2. การป้องกันไม่ให้บริษัทนำเงินไปลงทุนหรือซื้อกิจการจนกระทบต่อความสามารถในการชำระคืน


ในส่วนของมาตรการยกระดับ Product Screening ให้เข้มข้นขึ้นก่อน การออกขายหุ้นกู้ โดยเราจะมีการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการวิเคราะห์และคัดเลือกผู้ออกหุ้นกู้ (Due Diligence) ของผู้จัดจำหน่ายให้มีความละเอียดและเข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้และแผนสำรองของผู้ออกก่อนที่จะนำเสนอขายเนื่องจากเกณฑ์เดิมค่อนข้างกว้าง

ชู “ธรรมาภิบาล” เป็นเกราะป้องกัน

นางสาวอริยา กล่าวว่า จากคำแนะนำขององค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับธรรมาภิบาล (Corporate Governance) ของผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งเป็น “จุดอ่อน” ที่นำไปสู่ปัญหาในหลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น กรณี JKN ดังนั้น ในปี 2569 จะเป็นปีแห่งคุณภาพ ของตลาดหุ้นกู้ เดินหน้าสร้างคุณภาพและความมั่นใจ เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการที่ดีและนักลงทุนที่เชื่อมั่นกลับมา


“มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าการผ่อนคลายเกณฑ์ เพราะเกณฑ์เดิมบางจุดยังครอบคลุมกว้างๆ ทำให้มีความกังวลว่า การผ่อนคลายเกณฑ์มากเกินไปอาจดึงดูดผู้ประกอบการที่ไม่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด ทำให้เกิดปัญหาและบั่นทอนความเชื่อมั่นโดยรวมได้”

ก.ล.ต. จ่อ “อัปเกรด” ตลาดหุ้นกู้ คาดแผนชัดเจนกลางปีนี้

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังจากที่ปีที่ผ่านมาเน้นการสร้างเสน่ห์ให้ตลาดหุ้น ขณะที่ ในปีนี้ ก.ล.ต. ตั้งเป้าที่จะให้ความสำคัญกับ “ตลาดหุ้นกู้” เป็นพิเศษ มุ่งเน้นการยกระดับ “ตลาดตราสารหนี้” ให้เป็นช่องทาง “การออม” ที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักลงทุนรายย่อย พร้อมรุกแก้โจทย์ต้นทุนการลงทุน และเตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงหุ้นกู้คุณภาพ รวมทั้งยกระดับธรรมาภิบาลเทียบเท่าตลาดหุ้น


ทั้งนี้ ก.ล.ต. เตรียมหารือกับ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA ) เพื่อจัดตั้ง Task Force ในการหาแนวทางขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าว โดยคาดหลังจากเดือน ม.ค.เป็นต้นไป จะเริ่มมีการหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนหรือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของแผนพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในช่วงกลางปีนี้


“เราคงไม่ได้มีการแก้ไขในตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติและแผนการดำเนินงาน เน้นการเข้าถึงของรายย่อยมากกว่ากฎเกณฑ์ และเพื่อให้การเติบโตของตลาดตราสารหนี้ต้องมาพร้อมกับคุณภาพ”


ทั้งนี้ ก.ล.ต. มีแนวคิดที่จะอัปเกรดระบบโดยไม่เน้นเพียงการออกกฎระเบียบ แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้รายย่อยเข้าถึงตราสารหนี้ได้โดยตรงมากขึ้น โดยเตรียมหารือถึงการนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยให้การจองซื้อหรือการเข้าถึงหุ้นกู้มีความสะดวกมากขึ้น และแผนผลักดันการออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Transition Bond) ในอนาคต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดก่อน
 

ขณะเดียวกัน หนึ่งในโจทย์ใหญ่คือการทำให้หุ้นกู้ที่มีคุณภาพ (Good Bonds) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 95% ของตลาด เข้าถึงมือนักลงทุนรายย่อยได้โดยตรง เช่นเดียวกับกลุ่ม High Net Worth ได้ดำเนินการไปแล้วในปีที่ผ่านมา

ในการหาแนวทางผลักดันให้รายย่อยเข้าถึงหุ้นกู้ดีๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านหน่วยลงทุนเพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยแต่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าการออม พร้อมกับปลดล็อกข้อจำกัดในปัจจุบันที่นักลงทุนรายย่อยมักลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งอาจทำให้ต้องแบกรับค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน (Double Fees)


ขณะเดียวกัน เลขา ก.ล.ต. ย้ำว่าการเติบโตของตลาดหุ้นกู้ยังต้องควบคู่ไปกับคุณภาพ แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวย แต่ต้องสร้างพฤติกรรมที่ดีให้กับผู้ออกตราสารเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว


ทั้งนี้ ก.ล.ต. เตรียมเข้มงวดเรื่อง ธรรมาภิบาลของผู้ออกหุ้นกู้ ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างมาตรฐานงบการเงิน จะมีการดูแลเรื่องงบการเงินและหน้าที่ของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และมุ่งเน้นให้บริษัทที่ออกหุ้นกู้ต้องมีหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

กลต.จ่อปรับเกณฑ์หุ้นกู้ เล็งเพิ่มอำนาจ ‘ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้’

นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของ ก.ล.ต. ในการดูแลและแก้ไขปัญหาผู้ถือหุ้นกู้ ขณะนี้ ก.ล.ต. ติดตามสถานการณ์และภาวะต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นกู้ใกล้ชิด และอยู่ระหว่างการหารือกับ ThaiBMA พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การออกขายหุ้นกู้ โดยจะปรับปรุงกระบวนการวิเคราะห์และคัดเลือกผู้ออกหุ้นกู้เข้มงวดขึ้น คาดการปรับปรุงส่วนนี้สามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ในระยะเวลาอันใกล้


“การทบทวนเรื่องนี้ ยังอยู่ระหว่างการพูดคุย เริ่มหารือกันแล้วว่าจะต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่ และอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา เพื่อดูว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร และเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น”


อีกทั้ง ยังมีการพิจารณาบทบาทของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จะมีการตรวจสอบและกำหนดบทบาทที่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการได้ 

โดยการพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์ต่าง ๆ หากได้ข้อยุติ สามารถทยอยออกเกณฑ์มา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ตลาด เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีแผนที่จะแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้อำนาจแก่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ได้โดยตรงในกรณีฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลาย เพื่อลดความซับซ้อนและระยะเวลา แต่ยังจะมีความล่าช้าจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงรอดำเนินการต่อหลังการเลือกตั้ง

“หุ้นกู้เสี่ยงผิดนัดชำระ” กลุ่มไฮยีลด์กระจุกตัวอสังหาฯ-ก่อสร้าง

นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้ยังเป็นความเสี่ยงเฝ้าระวังติดตามในปีนี้ เนื่องจากปีนี้มีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระรวมทั้งสิ้นราว 870,000 ล้านบาท เป็นกลุ่มหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่ลงทุนได้ (High Yield) สัดส่วน 10% หรือ 87,000 ล้านบาท และในปีที่ผ่านมามีหุ้นกู้ที่มีปัญหาและผิดนัดชำระไปแล้วราว 7,000-8,000 ล้านบาท และหากรวมก้อนที่ครบกำหนดแต่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง ขอเลื่อนชำระหนี้ มีมูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท

โดยความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

1. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเผชิญกับสภาวะการชะลอตัวและปัญหาการบริหารกระแสเงินสด

และ 2.กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เป็นอีกกลุ่มที่มีสัดส่วนในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงค่อนข้างมาก 
ดังนั้น มองว่าบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง มีความท้าทายด้านความเสี่ยงในการต่ออายุหนี้ (Refinancing ) ในปีนี้ จะสามารถหาแหล่งเงินทุนใหม่มาคืนหนี้เดิมได้หรือไม่ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงเทียบกับอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ


“ตั้งแต่ปีก่อนหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีปัญหาสภาพคล่อง จะเห็นการยืดชำระหนี้หุ้นกู้ และในปีนี้มีโอกาสเกิดสถานการณ์เช่นนี้เพิ่มขึ้นได้ แต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อระบบ ยกเว้นหุ้นกู้บริษัทอสังหาฯ ขนาดใหญ่ มีปัญหา ถึงจะทำให้ระบบมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น”


นายสุพงศ์วร กล่าวอีกว่า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงระบบ เพราะมองสถานการณ์นี้จะไม่ลุกลาม จากฐานนักลงทุนจำกัด ผู้ที่ถือครองหุ้นกู้กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยทั่วไป ทำให้ผลกระทบจำกัดอยู่ในวงแคบ ขณะที่คุณภาพของกองทุนรวมบลจ.ส่วนใหญ่ รวมถึงบลจ.ทิสโก้ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตในระดับต้น ๆ (Investment Grade) และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ปลอดภัย จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกลุ่มที่มีปัญหา