จากกรณี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ทำเซอร์ไพรส์ “ตลาดทุนไทย” ด้วยการประกาศจ่ายปันผลพิเศษพ่วงปันผลปกติรวม 34.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นปันผลปกติ 15.30 บาท และปันผลพิเศษอีก 19 บาท ด้านผลดำเนินงานปี 2568 มีรายได้ 226,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% จากปี 2567 ที่มีรายได้ 213,569 ล้านบาท และ กำไรสุทธิที่ 47,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 35,075 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ลดลง ต้นทุนการเงินที่ลดลงและประโยชน์ทางภาษี
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า กรณีหุ้น ADVANC มีการจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูงจนเป็นที่จับตามองของตลาด มาจากการผสมผสานของปัจจัยหลัก 3 เรื่อง คือ 1. พ้นช่วงการลงทุนหนัก (Low Investment Burden) ปัจจุบัน Advance ไม่มีภาระการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายไปเป็นจำนวนมากแล้ว โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งแตกต่างจากช่วงรอยต่อ 3G ไป 4G หรือ 4G ไป 5G ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและรวดเร็ว
2.กำไรสะสมคงเหลือมาก โดยมีกำไรสะสมที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเพียงพอต่อการนำมาจัดสรรคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น และ3.โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้สินที่สูงจนเกินไป ทำให้มีสภาพคล่องส่วนเกินในการบริหารจัดการเงินสดได้มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ หากถามถึงโอกาสที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ Strategic Partner จะขายหุ้นออกมาหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวมองว่าไม่ควรมีเหตุผลในการขาย เนื่องจากบริษัทยังคงดูแลผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดีผ่านผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ส่วนการปรับโครงสร้างภายในนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการสลับสับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากการจ่ายเงินปันผลแล้วยังมีทางเลือกดูแลผู้ถือหุ้นผ่าน “การซื้อหุ้นคืน” ซึ่งในปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดมีการซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 37,000 ล้านบาท ซึ่งวิธีนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือบริหารจัดการสภาพคล่องและเพิ่มมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้นระยะยาว
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่ ADVANC ประกาศจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ซึ่งเป็นปันผลพิเศษที่จ่ายเพียงครั้งเดียวไม่ใช่รายการที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำ
โดยจากการประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุดเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ผู้บริหาร ADVANC ระบุว่า การจ่ายปันผลพิเศษครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกมูลค่าผู้ถือหุ้น หลังจากที่บริษัทมีเงินสดส่วนเกินจำนวนมาก ขณะที่ ยังไม่มีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในระยะสั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจ่ายปันผลพิเศษ อัตราส่วนหนี้สินต่อกำไรของ ADVANC ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2.5 เท่า ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับ Investment Grade ตามเกณฑ์ของ S&P
สำหรับด้านการลงทุนปัจจุบัน ADVANC อยู่ในช่วง Mid-cycle ของการลงทุน 5G ทำให้ความจำเป็นในการใช้เงินลงทุนจำนวนมากลดลง อย่างไรก็ตาม รอบการลงทุนใหม่คาดว่าจะกลับมาอีกครั้งซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 6G หรือโครงการใหม่ในอนาคต
นางสาวสมฤทัย ตัณฑกิตติ หัวหน้าแผนกงานนักลงทุนสัมพันธ์ ADVANC เปิดเผยว่า จากกรณีบริษัทปันผลสูง ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารเงินทุนที่มีวินัย โดยพิจารณาแล้วว่าบริษัทมีกระแสเงินสดที่เพียงพอหลังหักงบลงทุนที่จำเป็นในอนาคต
“เปรียบเทียบเราเป็น “เจ้าของร้านที่บริหารเงินเก่ง” คือจะไม่เก็บเงินสดไว้เฉยๆ ให้เสียเปล่า แต่จะนำไปลงทุนเพื่อขยายกิจการให้เต็มที่ และหากมีเงินเหลือที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นก็จะส่งคืนให้ผู้ถือหุ้น”
สำหรับเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 3-5% และ EBITDA เติบโต 2-4%, แม้จะมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงมั่นใจในโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง





