วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

DITTO ตั้งเป้าปีนี้ เติบโต New High ดันงานในมือแตะ 9 พันล้านบาท หนุนรายได้ขยายตัว 20%

DITTO ตั้งเป้าปีนี้ เติบโต New High ดันงานในมือแตะ 9 พันล้านบาท หนุนรายได้ขยายตัว 20%

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยว่าทิศทางการดำเนินงาน มุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการผนึกกำลังภายในกลุ่มบริษัทและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อผลักดันผลประกอบการสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยบริษัทเดินหน้าเสริมศักยภาพด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากการผนึกกำลังกับทีม Growpro เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจร

DITTO ตั้งเป้าปีนี้ เติบโต New High ดันงานในมือแตะ 9 พันล้านบาท หนุนรายได้ขยายตัว 20%

สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากภาพรวมธุรกิจปี 2568 ที่เติบโตทั้งในส่วนออนไลน์และออฟไลน์ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ราว 5,000 ล้านบาท และตั้งเป้างานใหม่เพิ่มอย่างน้อย 4,000 ล้านบาท ส่งผลให้ Backlog รวมแตะระดับ 8,000–9,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ในด้านทิศทางธุรกิจ DITTO ยังคงรุกตลาด Digital Transformation และแพลตฟอร์มดิจิทัลภาครัฐอย่างต่อเนื่อง สอดรับนโยบายภาครัฐ โดยปัจจุบันมีโครงการร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกรมศุลกากร (S-Platform) รวมถึงงานด้าน Data Management และ Cyber Security ที่มีความต้องการสูง ทั้งนี้ ธุรกิจหลักของกลุ่มยังคงเป็น Data Management และ Engineering Service ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 80% ของกลุ่มในปี 2569

นายคงสิทธิ์ เดชอัมพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกรโปร คอลซัลติ้ง แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (Growpro) เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับ DITTO ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของบริษัท โดย DITTO จะเข้าถือหุ้นใน Growpro รวม 35% แบ่งเป็น 3 งวด ซึ่งงวดแรกจำนวน 10% ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และเริ่มมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้าน Cybersecurity และรองรับการขยายตัวของธุรกิจข้อมูล (DATA) ในอนาคต

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 100 ราย รวมถึงพาร์ตเนอร์สำคัญอย่าง DITTO และได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลก เช่น Microsoft, Google, IBM และ Palo Alto Networks ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งและดูแลระบบในประเทศไทย

สำหรับในด้านผลประกอบการบริษัทมีรายได้รวมในปีล่าสุดประมาณ 200 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 20–30% ต่อปี โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ประมาณ 30–40% และกำไรสุทธิ (Net Margin) อยู่ที่ระดับ 10–15%

ทั้งนี้ บริษัทถือเป็นผู้ให้บริการด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ครบวงจรรายเดียวในประเทศไทย ให้บริการครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Professional Service, Managed Security Services และ Consulting Service โดยมีหัวใจสำคัญคือ Cybersecurity Operations Center (CSOC) ที่ทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022

โดยศูนย์ CSOC ของบริษัทได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยี Threat Intelligence ที่วิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามจากทั่วโลก ผสานระบบ Automation Analysis and Response ช่วยลดระยะเวลาการตอบสนองและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีทีม Developer ภายในที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความปลอดภัย และพัฒนา Web Portal และ Mobile Application เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะความปลอดภัย รายงาน และสื่อสารกับทีม CSOC ได้แบบ Real Time

สำหรับปีนี้บริษัทวางแผนยกระดับการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุม CSOC, Managed Detection and Response (MDR), Managed Cloud SIEM สำหรับระบบ Cloud และ Hybrid รวมถึง Application Security Service พร้อมบทบาทในฐานะ Official Security Service Partner ของ Microsoft โดยมุ่งเน้นการทำให้เครื่องมือด้านความปลอดภัยที่องค์กรมีอยู่ใช้งานได้จริง เพื่อลดภาระทีมไอทีภายใน และเสริมความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว