วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

กองทุนทั่วโลกเมิน 'หุ้น-บอนด์' ไทย ผวาเลือกตั้งซ้ำเติม 'หนี้ครัวเรือน-ศก.โตต่ำ’

กองทุนทั่วโลกเมิน 'หุ้น-บอนด์' ไทย  ผวาเลือกตั้งซ้ำเติม 'หนี้ครัวเรือน-ศก.โตต่ำ’

บรรดากองทุนโลกกำลังลดความเสี่ยงในการลงทุน 'หุ้น-บอนด์' ไทย กังวลผลการเลือกตั้งจะยิ่งซ้ำเติม 'หนี้ครัวเรือน-ศก.โตต่ำ’ แม้ P/E หุ้นไทยอยู่ที่ 14 เท่า ถูกกว่าเพื่อนบ้าน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายแห่งเริ่มจำกัดการลงทุนในไทยล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้  เนื่องจากกังวลว่าผลการเลือกตั้งอาจไม่สามารถแก้ “ปัญหาเรื้อรัง” อย่างเช่น หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และ เศรษฐกิจเติบโตช้า แต่อาจซ้ำเติมทำให้ปัญหาเหล่านี้แย่ลงไปอีก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เคยทำให้หุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่แย่ที่สุดในโลกเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ นักลงทุนยัง “ขาดความเชื่อมั่น” ว่าผู้นำคนใหม่ ซึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ในรอบเพียง 3 ปี จะสามารถปฏิรูปโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารที่ขาดประสิทธิภาพและนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องได้

เลือกตั้ง 'จุดวัดใจ' อนาคตตลาดทุนไทย

คริสโตเฟอร์ เลียว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Principal Asset Management ในสิงคโปร์ มองว่า แม้ว่าราคาหุ้นไทยดูเหมือนว่าจะซื้อขายในราคาที่ "ถูก" ในแง่การประเมินมูลค่า แต่ปัจจัยเรื่องราคาถูกเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน ในบรรดานักลงทุน บริษัท T. Rowe Price Group Inc. บริษัทจัดการลงทุนชื่อดังระดับโลกแสดงท่าทีระมัดระวังอย่างชัดเจน โดยเลือก "ลดการถือครองพันธบัตรไทย" ลงก่อนการเลือกตั้ง และยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับหนี้ในสกุลเงินบาท และรอดูความชัดเจนของหน้าตารัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจจริงก่อนจะพิจารณากลับเข้าลงทุนเพิ่ม

ส่วน Allianz Global Investors ระบุว่า การจัดสรรการลงทุนโดยรวม "ยังคงให้น้ำหนักต่ำกว่าตลาด" แต่เปิดทางพิจารณาปรับการลงทุนไปยัง "พันธบัตรระยะยาว" มากขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทจัดการการลงทุนระดับโลกอย่าง Blackrock แม้จะลดสัดส่วนการลงทุนโดยรวมลง แต่เริ่มกลับเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น โดยนาวิน ไซกัล หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้โลกประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของแบล็คร็อคในสิงคโปร์ กล่าวว่า พันธบัตรระยะยาวของไทยยังมีบทบาทเป็น “กันชนความเสี่ยง” หากเผชิญแรงกดดันจากการใช้จ่ายภาครัฐและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ บลจ.อเบอร์ดีน ระบุว่า บริษัทให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มตั้งรับความเสี่ยงและบริษัทส่งออกที่จำกัดการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมเสริมว่าการดำเนินนโยบายอาจไม่ราบรื่น หากผลการเลือกตั้งนำไปสู่รัฐบาลผสมที่เปราะบาง

สำหรับมุมมองระยะยาว นายณัฐนนท์ อรุณยกานนท์ ผู้จัดการการลงทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นของการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว ซึ่งขึ้นอยู่กับ "การปฏิรูปที่น่าเชื่อถือ และการสนับสนุนด้านการคลังและการเงิน"

“หากไม่มีการปฏิรูปที่ช่วยยกระดับผลิตภาพและปรับปรุงบรรยากาศการลงทุน การฟื้นตัวของตลาดหลังการเลือกตั้งก็มีแนวโน้มจะเป็นเพียงการฟื้นตัวเชิงกลยุทธ์ มากกว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริงในเชิงโครงสร้าง”

สถิติ Election Rally  

บลุมเบิร์กรายงานว่า ตามสถิติย้อนหลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) มักจะปรับตัวขึ้นรับข่าวดีในช่วง 1 เดือนหลังการเลือกตั้งเฉลี่ยประมาณ 3.3% เนื่องจากตลาดหุ้นทราบความชัดเจนของรัฐบาลต่อไปจากผลการเลือกตั้ง และนำไปสู่การเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม เช่น กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มเช่าซื้อตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ 

กองทุนทั่วโลกเมิน 'หุ้น-บอนด์' ไทย  ผวาเลือกตั้งซ้ำเติม 'หนี้ครัวเรือน-ศก.โตต่ำ’

แม้จะมีข่าวลบ แต่หุ้นไทยก็มีจุดดึงดูดในแง่ของ "มูลค่า"  โดยปัจจุบัน  P/E อยู่ที่ระดับ 14 เท่าของ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และถูกกว่าหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน  แต่การที่นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนลงเรื่อยๆ เกิดจากปัจจัย "ปัญหาเชิงโครงสร้าง"

ในมุมมองของตลาดทุน คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะมีความผันผวนมากขึ้นจากการคาดการณ์เรื่องการลดดอกเบี้ยและการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐ โดยล่าสุดในปี 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยก็ยังรั้งท้ายเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่

ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มจะยังคงซบเซาต่อไป เพราะเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเลือกที่จะไหลออกไปหาโอกาสในตลาดอื่นที่น่าสนใจกว่า

วิกฤติหนี้ ศก.โตรั้งท้ายภูมิภาค

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่จะต้อง "ออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น" เพื่อหาเงินมาทำตามนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองต่างๆ หาเสียงไว้ เนื่องจากธนาคารกลางระบุว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 เติบโตเพียง 2.2% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก 

ล่าสุดรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท แรงกดดันจากการกู้เงินมหาศาลนี้ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Yield Spread ระยะ 2 ปี และ 10 ปี พุ่งสูงจนกว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.  2566 สะท้อนว่านักลงทุนกังวลเรื่อง “ภาระหนี้” ในอนาคต

กองทุนทั่วโลกเมิน 'หุ้น-บอนด์' ไทย  ผวาเลือกตั้งซ้ำเติม 'หนี้ครัวเรือน-ศก.โตต่ำ’

เลียวนาร์ด ควาน จาก T. Rowe Price ให้ความเห็นว่า ตลาดกำลังรอคอยดูว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถ "ปลดล็อก" ศักยภาพของเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ โดยมองว่าประเทศไทยมีงบประมาณและศักยภาพในการใช้จ่าย แต่คำถามสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกยังค้างคาใจคือ "ประสิทธิภาพ" ในการใช้เงินเหล่านั้น ว่าจะสร้างการเติบโตได้จริงหรือเป็นเพียงการใช้เงินที่สูญเปล่า

ในท้ายที่สุด นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงแบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากระบบการเมืองไทยมักนำไปสู่การจัดตั้ง "รัฐบาลผสม" ที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจที่ควรจะเฉียบขาดถูกลดทอนลงจากการต่อรองทางการเมือง 

ไว เกียต โซห์ จาก Ninety One มองว่า สภาพการณ์แบบ "ประนีประนอมกันไปมา" จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัวได้ยาก และการปรับตัวขึ้นของตลาดหลังการเลือกตั้งมักจะเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้นที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

 

อ้างอิง Bloomberg