วันนี้ (4 ก.พ.2569) หุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ถูกจับตาความเคลื่อนไหว หลังจำนวนหุ้นกว่า 6,600 ล้านหุ้น ครบกำหนดพ้นระยะเวลาห้ามขาย (Silent Period) และสามารถนำออกมาซื้อขายได้ ท่ามกลางความกังวลแรงขายจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า “ระดับราคาตลาด” จะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจขายหุ้นของ “กลุ่มเจ้าหนี้” พร้อมจับตาผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ที่มีแนวโน้มออกมาต่ำกว่าคาด
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นไทยที่จะะปลดล็อกในรอบนี้คิดเป็นเพียงประมาณ 25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด พ้นระยะเวลาห้ามขาย (Silent Period) โดยมองปัจจัยดังกล่าวจะกลายเป็นตัวจำกัดการขึ้นของราคาหุ้น โดยหากราคาปรับตัวขึ้นแรง มีโอกาสที่จะเห็นแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะ
สำหรับท่าทีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ประเมินว่าแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มแตกต่างกัน โดยกลุ่มสหกรณ์ มีรายงานว่าได้มีการลงนาม MOU ร่วมกัน และยังไม่มีแผนขายหุ้นในช่วงนี้ ขณะที่กลุ่มธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ ได้แก่ BBL TTB และ KTB การตัดสินใจขายหุ้นจะขึ้นอยู่กับระดับราคาตลาดและการจัดชั้นเงินลงทุนเป็นหลัก
ทั้งนี้ BBL และ TTB คาดจะจัดหุ้น THAI เป็นการลงทุนระยะยาว ขณะที่ KTB มีโอกาสจัดอยู่ในพอร์ตเพื่อการค้า หรือเทรดดิ้งพอร์ต ซึ่งอาจมีการหมุนเวียนขายได้มากกว่า หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจนสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะทยอยขายหุ้นบางส่วนเพื่อทำกำไร แต่ทว่าในทางกลับกัน หากราคายังอยู่ในระดับต่ำ กลุ่มเจ้าหนี้อาจเลือกชะลอการขายและรอจังหวะการปลดล็อกรอบถัดไป
นอกจากรอบต้นเดือน ก.พ.นี้ แล้ว ตลาดยังต้องจับตาหุ้น THAI อีกประมาณ 19,000 ล้านหุ้น ที่มีกำหนดปลดล็อกและสามารถขายได้ในช่วงเดือนส.ค.2569 ซึ่งหากแรงขายในรอบแรกเริ่มคลี่คลาย และราคาหุ้นมีสัญญาณฟื้นตัว ก็อาจดึงดูดนักลงทุนกลับเข้ามาเก็งกำไรได้อีกครั้ง
สำหรับในเชิงกลยุทธ์การลงทุน มองกลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินแม้จะอยู่ในความสนใจของตลาด แต่ภาพรวมของกลุ่มท่องเที่ยว ยังคงให้น้ำหนักไปที่ กลุ่มโรงแรมมากกว่ากลุ่มการบิน โดยหุ้นที่คาดจะให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าตลาด ได้แก่ CENTEL, ERW และ MINT กลุ่มการบิน AOT และ THAI ประเมินว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นยังมีข้อจำกัด และมีแนวโน้มปรับตัวได้ไม่โดดเด่นเท่าหุ้นกลุ่มโรงแรมในช่วงเวลานี้
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้น THAI ครบกำหนด Lock-up และสามารถนำออกมาซื้อขายได้ แม้กลุ่มสหกรณ์ผู้ถือหุ้นจะมีการลงนาม MOU ว่าจะยังไม่ขายหุ้นออกมาในช่วงนี้ แต่ตลาดยังคงจับตาการตัดสินใจของกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ ได้แก่ BBL KTB และ TTB
“ระดับราคาหุ้นปัจจุบัน อาจยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการขาย เนื่องจากต้นทุนของธนาคารแต่ละแห่งอาจเสียเปรียบเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ของแรงขายก้อนใหญ่ อาจเลื่อนไปอยู่ในช่วงปลดล็อกรอบถัดไปในเดือน ส.ค.2569 มากกว่า”
โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้น THAI ปรับตัวลงสวนตลาดในช่วงนี้ คาดนักลงทุนเริ่มทยอยขายเพื่อลดความเสี่ยง หลังประเมินผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 มีแนวโน้มออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยมีปัจจัยกดดันหลัก ได้แก่ รายได้ลดลงจากอัตราบรรทุกผู้โดยสารในเส้นทางบินออสเตรเลียและยุโรปที่ต่ำกว่าคาด รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่สูงกว่าประมาณการ และคาด THAI จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2568 ประมาณ 6.2 พันล้านบาท ลดลง 51% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้น 15% เทียบกับไตรมาสก่อน โดยกลยุทธ์แนะนำถือเป้าหมาย 9 บาท
“หากภาพรวมการฟื้นตัวของธุรกิจยังไม่ชัดเจน โอกาสที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะตัดสินใจขายหุ้นออกมาในอนาคตยังคงมีอยู่ นักลงทุนจึงควรติดตามพัฒนาการของผลประกอบการและโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างใกล้ชิดต่อไป”
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้น THAI ระยะสั้นอาจปรับตัวลดลง จากการครบกำหนดล็อกอัปในช่วงต้นเดือนก.พ. 6.6 พันล้านหุ้น
ถึงแม้ว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างสหกรณ์ออมทรัพย์จะได้ทำข้อตกลงร่วมกับบริษัทว่าจะไม่ขายหุ้นหลังครบกำหนดล็อกอัป แต่เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ของบริษัทก็ยังสามารถขายออกมาได้ ซึ่งลักษณะของการแปลงหนี้เป็นทุนในครั้งนี้ เหมือนกับการที่เจ้าหนี้ของบริษัทถือหุ้นกู้ เมื่อถือครบกำหนดก็สามารถที่จะคาดหวังผลตอบแทนจากการขายได้
นอกจากนี้ มุมมองผลประกอบการในไตรมาส 4 ของปี 2568 คาดว่าจะมีการชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า จากจำนวนผู้โดยสารที่น้อยลง ทำให้นักลงทุนอาจมีมุมมองเป็นเชิงลบได้





