วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นไทยปิดเย็นร่วง 7.83 จุด โบรกเผย โค้งท้ายเลือกตั้งกดดัน นักลงทุนรอลุ้นตั้งรัฐบาลใหม่

ตลาดหุ้นไทยปิดเย็นร่วง 7.83 จุด โบรกเผย โค้งท้ายเลือกตั้งกดดัน นักลงทุนรอลุ้นตั้งรัฐบาลใหม่

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (29 ม.ค.2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,331.07 จุด โดยปรับตัวลง 7.83 จุด หรือคิดเป็น -0.58% โดยดัชนีฯทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,342.19 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,326.83 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 51,753.59 ล้านบาท
 

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

TRUE ราคาปิด 11.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ +4.46% มูลค่าซื้อขาย 7,031.56 ล้านบาท

PTT ราคาปิด 34.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 4,242.60 ล้านบาท
 
KBANK ราคาปิด 187.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ -2.09% มูลค่าซื้อขาย 4,089.02 ล้านบาท
 
BBL ราคาปิด 155.50 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ -1.89% มูลค่าซื้อขาย 3,653.78 ล้านบาท
 
SCB ราคาปิด 135.50 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ -0.73% มูลค่าซื้อขาย 2,893.90 ล้านบาท

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มปูนซิเมนต์และกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น

ทั้งนี้ แรงขายในกลุ่มปูนซิเมนต์นำโดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังหุ้นในเครืออย่าง SCGP ที่ปรับตัวลดลงตาม ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบแรงขายออกมาอย่างชัดเจน หลังนักลงทุนส่วนหนึ่งลดความเสี่ยงเพื่อรอความชัดเจนของปัจจัยการเมืองในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญที่นักลงทุนจับตาผลการเลือกตั้งและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยปัจจัยการเมืองจะมีบทบาทอย่างมากต่อทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะถัดไป

นอกจากนี้ผลการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยหากรัฐบาลใหม่ถูกจัดตั้งโดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย หรือพรรคอื่นๆ ตามแนวโน้มผลสำรวจจากโพลต่างๆ อาทิ นิด้าโพล หรือกรุงเทพธุรกิจ ตลาดหุ้นอาจตอบรับเชิงบวกได้จำกัด เนื่องจากเป็นแนวทางที่นักลงทุนรับรู้ไปพอสมควรแล้ว โดยคาดว่า ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,315-1,350 จุด

ขณะที่ หากขั้วรัฐบาลประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะถือเป็นกรณีที่ตลาดอาจเกิด “เซอร์ไพรส์เชิงบวก” เนื่องจากชื่อชั้นและภาพลักษณ์ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ อาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ดัชนีมีโอกาส ทะลุแนวต้าน 1,350 จุด ขึ้นไปได้

นอกเหนือจากปัจจัยการเมือง ตลาดยังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม Real Sector อย่างเต็มตัว หลังจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ประกาศงบการเงินไตรมาสล่าสุดครบถ้วนแล้ว

โดยในระยะถัดไป นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการติดตามพรีวิวผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและกลุ่มค้าปลีก ซึ่งเริ่มมีการออกบทวิเคราะห์คาดการณ์ผลประกอบการ พบว่า บางบริษัทมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ขณะที่บางบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและกำลังซื้อ

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงการประกาศผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ หรือ หุ้น 7 นางฟ้า ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวในกรอบ 1,315-1,350 จุด เพื่อรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งและทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่การลงทุนในวันถัดไป (30 ม.ค.2569) แนะนำให้นักลงทุนติดตามการพรีวิวและการทยอยประกาศงบการเงินของหุ้นรายตัวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มผลประกอบการและเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง