"ตลาดหุ้นไทย"ปีนี้ ยังมีโอกาสฟื้นตัว หลังจากที่นักวิเคราะห์ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ไว้ในกรอบ 1,375-1,450 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชีย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า แม้ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี โดยปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,200 จุด มายืนเหนือ 1,300 จุด เพราะเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เข้ามาจากตลาดลงทุนทั่วโลกไม่ปกติ บวกกับความเชื่อมั่นในสินทรัพย์สหรัฐลดลง ทำให้เงินลงทุนมองหาที่ใหม่
ทั้งนี้ หากดูทิศทางตลาดหุ้นไทย มองว่าเพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้นเล็กน้อย และยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก แต่จะไปได้แค่ไหน ยังรอดูความชัดเจนปัจจัยต่างๆ เพื่อทบทวนเป้าหมายดัชนีฯในปีนี้อีกครั้ง
แต่ทั้งนี้มองว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังมีความท้าทายและผันผวนสูงรอข้างหน้า จากสงครามกาาค้าและกำแพงภาษีสหรัฐ ที่จะกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในกลุ่มส่งออกและนำเข้า
ดังนั้น ต้องพยายามเสริมสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ผลักดันบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น เช่นกลุ่ม Semiconductor ,PCB ,Data Center และ เกษตรกรรมแห่งอนาคตอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท.กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นไทยกลับมายืนเหนือ 1,300 จุดได้อีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความหวัง หัวใจสำคัญคือการไม่หยุดนิ่งและเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรับมือกับค่าเงินบาทที่ผันผวนและคู่แข่งที่จ้องจะกินส่วนแบ่งการตลาด
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,375 จุด P/E ที่ 15.2 เท่า จากแรงหนุนของกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วราว 7,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ เงินทุนไหลเข้าเกือบทุกประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย จากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าและเงินปันผลในภูมิภาคเอเชียใต้รวมถึงไทยสูง ให้ Dividend Yield ประมาณ 4–5%
นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า มองตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังเป็นบวก โดยประเมินเป้าหมายดัชนีที่ 1,450 จุด จากการฟื้นตัวของกำไรหุ้นขนาดใหญ่ และคาดค่าเฉลี่ย P/E อยู่ที่ 16-17 เท่า และอาจลดลงมาอยู่ที่ 14-15 เท่า หากกำไรออกมาดีกว่าคาด
ทั้งนี้ หุ้นเรือธงที่คาดเป็นแรงขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ DELTA ได้แรงหนุนจากธุรกิจ AI ส่วน AOT ได้จากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร ADVANC และ GULF ได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่ลดลง และกลุ่ม PTT PTTGC PTTEP และ IRPC ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานและการปรับสูตรราคาแก๊ส
นายเกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย)กล่าวว่าประเมินเป้าหมายดัชนีไว้ที่ระดับ 1,400 จุด ซึ่งคิดเป็นค่า P/E ราว 15 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงก่อนโควิด-19
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังจำกัด ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเติบโตได้ไม่มากนัก สำหรับทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในระยะนี้
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ปีนี้ที่ 1,380 จุด ภายใต้สมมติฐานค่า P/E 15.3 เท่า และคาดกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตราว 8% อย่างไรก็ดี หากไม่รวมกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี การเติบโตของกำไรจะอยู่เพียง 1.9%
ปัจจัยหนุนหลักมาจาก ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯกับไทยที่แคบลง และแนวโน้มวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ซึ่งเอื้อต่อการปรับพอร์ตของนักลงทุน โดยเฉพาะการโยกเงินจากพันธบัตรเข้าสู่ตลาดหุ้น ส่งผลบวกต่อ Fund Flow ทั้งนี้





