ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 28 ม.ค.2569 เวลา 10.20 น.หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย
หุ้น IVL เพิ่มขึ้น 6.57% หรือเพิ่มขึ้น 1.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 21.10 บาท
หุ้น SPRC เพิ่มขึ้น 3.82% หรือเพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 6.80 บาท
หุ้น PTTGC เพิ่มขึ้น 2.97% หรือเพิ่มขึ้น 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 26.00 บาท
หุ้น CKP เพิ่มขึ้น 1.75% หรือเพิ่มขึ้น 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.32 บาท
หุ้น TOP เพิ่มขึ้น 1.18% หรือเพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 42.75 บาท
หุ้น BCP เพิ่มขึ้น 1.69% หรือเพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 30.00 บาท
หุ้น IRPC เพิ่มขึ้น 0.82% หรือเพิ่มขึ้น 0.01 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.23 บาท
หุ้น PTT เพิ่มขึ้น 0.74% หรือเพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 34.25 บาท
หุ้น PTG เพิ่มขึ้น 0.67% หรือเพิ่มขึ้น 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 7.50 บาท
อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีแรงหนุนเด่นจากหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน มาจากปัจจัยต่างประเทศที่เอื้ออำนวยทั้งการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายตัว โดยเฉพาะ IVL ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มปิโตรเคมียังถือเป็นกลุ่มที่ราคายัง Underperform หรือปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา จึงมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนในจังหวะนี้
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อคืนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้หุ้นที่เกี่ยวข้องทั้งในกลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์เชิงบวก และปรับตัวเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนและทิศทางดัชนีหุ้นไทยแนะนำให้นักลงทุนเน้นการ Trading หรือเก็งกำไรระยะสั้นเป็นหลัก และหาจังหวะขายทำกำไร หากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 1,350 จุด ให้ทยอยขายทำกำไรออกมาบ้าง และจังหวะซื้อคืนควรรอให้ดัชนีมีการย่อตัวลงก่อน จึงค่อยพิจารณาเข้าซื้อใหม่
นอกจากนี้ การสลับกลุ่มการลงทุนแนะนำหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นในกลุ่มที่ยังปรับตัวขึ้นช้า (Laggard) นอกเหนือจากกลุ่มปิโตรเคมีแล้ว ยังมองว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่ยังขึ้นช้าและน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม
ทั้งนี้นักลงทุนควรติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และทิศทางการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของตลาดหุ้นไทยในระยะนี้





