หนึ่งในการระดมทุนที่สร้างบรรยากาศ “คึกคัก” และ “เสน่ห์” ให้ตลาดทุนไทยช่วงที่ผ่านมาคงไม่พ้น “ตลาดหุ้นไอพีโอ” สะท้อนภาพ “มูลค่าการระดมทุน” ต่อปีในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เคยแตะระดับสูงสุด “แสนล้านบาท” แต่ล่าสุดปี 2568 ตลาดไอพีโอมีมูลค่าระดมทุนเหลือแค่หลัก “พันล้านบาท” สะท้อนความ “ซบเซา” ตลาดทุนไทยวิกฤติหลายปี
ดังนั้น เมื่อภาพใหญ่ของตลาดทุนไทยไม่เอื้อ เหล่า “บริษัทไทย” ที่เคยมีแผนนำบริษัทตัวเอง หรือ แม้แต่ “บริษัทจดทะเบียน” (บจ.) หลายแห่งในตลาดหุ้นไทยที่เคยประกาศแผนแยก (Spin-Off) บริษัทย่อยหรือบริษัทในเครือ เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลายเป็นแตะเบรกกันหมด
รวมทั้งปัจจุบันไม่แค่แตะเบรกรอดูสถานการณ์แต่ บจ.ไทยกำลังศึกษาแผนนำบริษัทในเครือย้ายไประดมทุนตลาดต่างประเทศแทนตลาดหุ้นไทย หากเข้าไปอาจทำให้ “ไม่ได้มูลค่าที่เหมาะสม” ด้วยเพราะเป้าหมายของบริษัทต้องการได้มูลค่าดีที่สุด
ย้อนกลับดู “บจ.ไทย” ที่เคยประกาศ Spin-Off บริษัทในเครือจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยแต่ต้องพับแผน อย่าง ในเครือ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” คือ บริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น (BRC) , บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCGC โดยมีบริษัทแม่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC
บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอลฟู้ด โซลูชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS โดยมี บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ CPF เป็นบริษัทในเครือของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID โดยมีบริษัทแม่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ WHA เป็นต้น
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ช่วง 3 ปีจากนี้ ก.ล.ต.ปรับบทบาทจากการกำกับดูแลอย่างเดียวเป็น “ผู้สนับสนุน” เพื่อสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย และเพิ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น กลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบมูลค่าตลาดรวม
ลดขั้นตอน IPO ลดใช้ดุลยพินิจ
สำหรับหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ คือ การเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด Disclosure-based หรือการเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่มีคุณภาพลดการใช้ดุลยพินิจ (Merit-based) โดย ก.ล.ต.ลดขั้นตอนการพิจารณาให้สั้นลงและชัดเจนขึ้นเพื่อให้ผู้ลงทุนเป็นผู้ตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่โปร่งใส
นอกจากนี้ ปรับปรุงเกณฑ์ “โครงสร้างการถือหุ้นทับซ้อน” และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (COI) ที่เคยเป็นอุปสรรคใหญ่ในอดีต หากบริษัทมีกลไกจัดการที่เป็นธรรม ก.ล.ต.จะเน้นให้เปิดเผยข้อมูลแทนการใช้เวลาถกเถียงยาวนาน เพื่อให้กระบวนการจดทะเบียนรวดเร็ว (Streamline) และคล่องตัวขึ้น
ก.ล.ต.เตรียมแผนเชิงรุกดึงดูดบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยตรงในไทย (Foreign Direct Investment) ให้ใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งระดมทุน โดยปรับเกณฑ์รองรับทั้งแบบ Primary Listing (จดทะเบียนในไทยเป็นหลัก) และ Dual Listing (จดทะเบียน 2 ตลาด) เช่น การดึงบริษัทจากตลาดหุ้นฮ่องกงมาจดทะเบียนเพิ่มในไทย เพื่อขยายฐานผู้ระดมทุนและเพิ่มความหลากหลายให้พอร์ตการลงทุน
ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกสูงสุด ก.ล.ต.ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ ตลท.ตั้งบริการ One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ลดภาระเอกสารและระยะเวลาประสานงาน
คุมเข้ม FA-สกัดราคา IPO “ตั้งเกินจริง”
ในด้านการคุ้มครองนักลงทุน ก.ล.ต. เตรียมหารือร่วมกับกลุ่มที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เพื่อกำหนดมาตรฐานการตั้งราคา (Pricing) ใหม่ หลังพบปัญหาการตั้งราคา IPO สูงเกินไปจนกระทบต่อผู้ลงทุนในตลาดรอง โดยจะเน้นให้ราคาเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงของธุรกิจ
ขณะเดียวกันจะเพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแล FA ในฐานะ “ผู้กลั่นกรอง” (Gatekeeper) ของตลาดทุน โดยจะประเมินคุณภาพและลงโทษ FA ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทที่เข้าสู่ตลาดหุ้นมีคุณภาพและสร้างวัฒนธรรมการลงทุนที่ยั่งยืน
“เป้าหมาย ก.ล.ต.ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนบริษัท IPO แต่สร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลและการพัฒนา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและทำให้นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยเต็มภาคภูมิ”
ระดมทุนลดจากหลักแสนล้านเหลือพันล้าน
จากกรณี สถานการณ์ตลาดหุ้น IPO ปีที่ผ่านมาอยู่สภาวะซบเซาหนัก โดยมูลค่าระดมทุน “ลดลง” จากระดับ “แสนล้านบาท” ปัจจุบันเหลือไม่กี่ “พันล้านบาท”
ซึ่งมีเสียงสะท้อน จากภาคธุรกิจและวาณิชธนกิจ (IB) พบปัญหาหลักฉุดตลาดทุนไทย คือ “ต้นทุนการเข้าจดทะเบียนพุ่งสูงขึ้น 3 เท่า” เป็นผลจากเกณฑ์กำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันมีปัญหาราคาหุ้น IPO ไม่สะท้อนพื้นฐาน มีการเทขายรุนแรงตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อขาย ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุนมาก
ต่อกรณี ดังกล่าว นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. มองว่า นอกจาก ต้นทุนที่สูงขึ้นแล้วตลาดทุนไทยเผชิญความท้าทายด้านความจูงใจ เพราะราคาหุ้นปัจจุบันขาด Premium หรือมูลค่าน่าดึงดูดเมื่อเทียบตลาดหุ้นต่างประเทศ ทำให้บริษัทไทยบางส่วนพิจารณาไปจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ต่างชาติแทน
กลยุทธ์ “ยามุ่งเป้า” ปรับสมดุลการกำกับดูแล
ทั้งนี้ ก.ล.ต.เตรียมนำแนวคิดใช้ “ยามุ่งเป้า” มาปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยจะปรับสมดุลระหว่างระบบ Merit-based (ที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้คัดกรองคุณภาพ) และ Disclosure-based (ที่เน้นการเปิดเผยข้อมูล) มีแนวทาง คือ
1.ติดอาวุธข้อมูลให้นักลงทุน ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเน้นการเปิดเผยข้อมูลแทน แล้วเปลี่ยนไปเน้นการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเพียงพอ เพื่อให้นักลงทุนและตัวกลาง (Intermediary) ประเมินความเสี่ยงได้เอง
2.ลดการใช้ดุลยพินิจ เปลี่ยนจากการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจไม่ตรงกับสภาพธุรกิจ มาเป็นการระบุเป้าหมายความกังวลให้ชัดเจน เช่น กลไกป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์และจัดการที่จุดนั้นโดยตรง
3.ตัดภาระที่ไม่จำเป็น ระบุและยกเลิกขั้นตอนที่เป็นภาระต่อภาคเอกชนแต่ไม่มีผลสำคัญต่อการกำกับดูแล เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคำขอ
รวมทั้งต้องคัดกรองคุณภาพเพื่อป้องกันบริษัทประเภท ‘ตีหัวเข้าบ้าน’ ที่จะทำลายตลาดระยะยาว แต่ขณะเดียวกันต้องลดขั้นตอนที่ซับซ้อนเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้
ยกระดับ Enforcement ลงโทษเร็วและรุนแรง
นอกจากนี้ ก.ล.ต.เล็งศึกษาโมเดลจากสหรัฐที่เน้นเปิดเผยข้อมูลควบคู่การบังคับใช้กฎหมายที่เฉียบขาด โดยปัจจุบันระบบไทยมีรอยต่อระหว่างหน่วยงานที่ทำให้กระบวนการสอบสวนล่าช้า ก.ล.ต.จะเสนอขออำนาจสอบสวนร่วมเพื่อลดขั้นตอน และช่วยให้ลงโทษผู้กระทำผิดได้เร็วและรุนแรงขึ้นป้องกันไม่ให้คนผิดหลุดรอดได้
ทั้งนี้ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ ก.ล.ต.ไม่รอให้ได้กฎเกณฑ์สมบูรณ์ แต่จะทยอยประกาศใช้และหากจุดไหนมีข้อยุติหรือแก้ไขได้ก่อน จะรีบผลักดัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทไทยจดทะเบียนในตลาดทุนไทยและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมา





