วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

โบรกเกอร์แนะ ‘เลี่ยง’ หุ้นร้านอาหาร เผชิญแรงกดดัน ‘กำลังซื้อหด-ศก.โตต่ำ-แข่งขันเดือด’

โบรกเกอร์แนะ ‘เลี่ยง’ หุ้นร้านอาหาร เผชิญแรงกดดัน ‘กำลังซื้อหด-ศก.โตต่ำ-แข่งขันเดือด’

โบรกเกอร์ คาดปี 69 “กลุ่มร้านอาหาร” ยังคงเผชิญแรง “กดดัน” รอบด้าน “กำลังซื้อหด-เศรษฐกิจโตต่ำ-แข่งขันราคารุนแรง” ด้าน “บล.กสิกรไทย” ​แนะ “ชะลอลงทุน” หลังเผชิญปัจจัยลบรอบทิศ “บล.โกลเบล็ก” เผยผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรมเปลี่ยนเร็ว ชอบลองของใหม่ “บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล” มองโอกาสฟื้นตัวอาจรอครึ่งหลัง หาก “เศรษฐกิจ” และ “เงินเฟ้อ” เริ่มกลับทิศ

สมรภูมิร้านอาหารปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้านในปีนี้ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ฟื้นตัวจำกัด เศรษฐกิจโตต่ำ และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น สอดรับเหล่า “นักวิเคราะห์” ที่ประเมินในทิศทางเดียวกัน “ความเสี่ยง” ของผลประกอบการจะ “พลาดเป้า” ยังอยู่ในระดับสูง จากทั้งปัญหายอดขายสาขาเดิมที่อ่อนแรง “มาร์จิน” ถูกบีบจาก “สงครามบุฟเฟต์” โดยเฉพาะ “ตลาดสุกี้บุฟเฟต์” ขณะที่ “เงินเฟ้อ” ที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ ส่งผลให้การลงทุนหุ้นกลุ่มร้านอาหารยังไม่น่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก

โบรกเกอร์แนะ ‘เลี่ยง’ หุ้นร้านอาหาร เผชิญแรงกดดัน ‘กำลังซื้อหด-ศก.โตต่ำ-แข่งขันเดือด’

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มร้านอาหารสะท้อนความเสี่ยงสูงที่ผลประกอบการปีนี้อาจพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ จาก “ปัจจัยกดดัน” หลักมาจาก

“ยอดขายสาขาเดิม” ที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน โดยในไตรมาสล่าสุด “ติดลบราว 0.6%” ประกอบกับ อัตรากำไรขั้นต้นที่ “ลดลง” จากระดับ 54% เหลือประมาณ 51% จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารประเภท Hotpot ที่หันมาใช้กลยุทธ์ทำแคมเปญบุฟเฟต์เพื่อรักษาระดับรายได้ ส่งผลให้แม้รายได้รวมจะยังทรงตัวได้ แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อมาร์จินอย่างมีนัยสำคัญ

“แนวโน้มในปีนี้ แม้คาดว่ากำไรของกลุ่มจะกลับมาเติบโตเฉลี่ยราว 8% แต่กลุ่มร้านอาหารยังคงเป็นธุรกิจที่พึ่งพาภาวะเศรษฐกิจโดยตรงคล้ายกลุ่มค้าปลีก อีกทั้งอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 6.5% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ และยังมีความเปราะบาง หากภาครัฐทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกไป”

สำหรับคำแนะนำไม่แนะนำลงทุน ในกลุ่มร้านอาหาร เนื่องจากความกังวลต่อแรงกดดันด้าน “มาร์จิน” และ “ความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ” แม้ราคาหุ้นในกลุ่มจะปรับฐานลงมาบ้างแล้ว แต่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่ราว 3.1% ยังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าในระดับราคาใกล้เคียงกัน

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารในปีนี้ยังเผชิญการแข่งขันสูง จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวจำกัด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว โดยผู้บริโภคไทยนิยมทดลองร้าน หรือแบรนด์ใหม่ตามกระแส แต่ความนิยมมักอยู่ได้ไม่นาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่ม Value for Money ที่เน้นความคุ้มค่า และราคาประหยัด เช่น ร้านสุกี้บุฟเฟต์ ซึ่งแม้ดึงลูกค้าได้มาก แต่มีอัตรากำไรต่ำเพียง 2-3% และเสี่ยงต่อสงครามราคา และ กลุ่ม Mass Premium อย่าง Maguro และ Iberry ที่ใช้กลยุทธ์หลายแบรนด์ เปิดสาขาไม่มาก เพื่อรักษาความสดใหม่ และตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบความหลากหลาย

“สมรภูมิที่ร้อนแรงที่สุดคือ ตลาดสุกี้บุฟเฟต์ ซึ่งกลายเป็นศึก 3 ก๊ก ระหว่างสุกี้ตี๋น้อย, Lucky Suki และ Bonus จาก MK การเข้ามาของทุนใหญ่ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น และกดดันผู้เล่นเดิมที่ขาดความจงรักภักดีของลูกค้า”

นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญแรงกดดันจาก “จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง” ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารบางกลุ่ม และธุรกิจค้าปลีกที่พึ่งพากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว

สำหรับนักลงทุน แนะนำเลือกหุ้นที่สามารถสร้างแบรนด์ใหม่ได้ต่อเนื่อง และให้น้ำหนักกลุ่ม Mass Premium มากกว่าธุรกิจที่พึ่งพาความถูกเป็นหลัก โดยหุ้นอย่าง MINT ควรมองในมุมธุรกิจโรงแรม และบริการมากกว่าร้านอาหาร

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับหุ้นกลุ่มร้านอาหาร จากปัจจัยลบทั้งเศรษฐกิจมหภาค และการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรง

ทั้งนี้ ประเมินว่า GDP ไทยปีนี้จะเติบโตเพียง 1.9% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมากราว 0.2% ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ เนื่องจากผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาสูง หากขึ้นราคาอาจสูญเสียลูกค้าได้ทันที

นอกจากนี้ ในเชิงอุตสาหกรรม กลุ่มร้านอาหารยังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาด โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดสุกี้ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระหว่าง MK กับคู่แข่งอย่าง สุกี้ตี๋น้อย และ Lucky Suki ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้แรงกดดันต่อรายได้ และกำไรยังอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยดังกล่าวยัง “ไม่แนะนำลงทุน” ในหุ้นกลุ่มร้านอาหารในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ โดยมองว่าโอกาสฟื้นตัวอาจต้องรอครึ่งปีหลัง หากเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อเริ่มกลับทิศ รวมถึงความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง หรือมาตรการช่วยค่าครองชีพอื่นๆ

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์