นับตั้งแต่กลับเข้ามาซื้อขาย (เทรด) ใน “ตลาดหุ้นไทย” (SET INDEX) อีกครั้ง ของ “หุ้น THAI” หรือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อ 4 ส.ค.2568 หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทแล้ว หนุนบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้กับมา “คึกคัก” ได้ระยะหนึ่ง ท่ามกลางการลงทุนในหุ้นไทยที่ “ซบเซา” สะท้อนผ่านหุ้น THAI ที่ปรับตัวขึ้นตั้งแต่เปิดวันแรกที่ 10.50 บาท จากราคาปิดที่ 3.32 บาท ราคาสูงสุดที่ 19.40 บาท (14 ส.ค.2568)
แต่ด้วยวังวน “ปัจจัยลบ” ของ THAI ที่เป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตขององค์กรแห่งนี้ โดยเฉพาะสารพัดปัญหาเดิมๆ ที่ทำให้ THAI ไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของ “นักลงทุน” ในช่วงที่ผ่านมา
และช่วงต้นก.พ. 2569 หรือประมาณ 4 ก.พ. หุ้น THAI กำลังมี “ตัวแปรสำคัญ” ที่ตลาดต้องจับตาคือ การปลดล็อก (Silent Period) หุ้น THAI ครั้งใหญ่ หลังปริมาณหุ้นจำนวนมากเตรียมทยอยเข้าสู่ระบบซื้อขาย ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อทิศทางราคาในช่วงถัดไป แม้นี่อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหุ้น THAI ระยะสั้น แต่ภาพรวมพื้นฐานของบริษัทยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
“ดิษฐนพ วัธนเวคิน” นักวิเคราะห์อาวุโส บล.กรุงศรี เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญปลดล็อกหุ้น THAI ทั้งหมด 2 รอบใหญ่ รวมกันสูงถึงประมาณ 26,600 ล้านหุ้น ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาลเทียบ “หุ้นหมุนเวียน” ในปัจจุบันที่มีเพียงราว 2,000 ล้านหุ้น รอบที่ 1 ช่วง 4 ก.พ. 2569 คาดจะมีหุ้นราว 6,600 ล้านหุ้น และรอบที่ 2 ช่วงส.ค. 2569 จะมีหุ้นส่วนที่เหลืออีกเกือบ 20,000 ล้านหุ้นไหลเข้าสู่ตลาด
แม้ปริมาณหุ้นที่เพิ่มขึ้นจะสร้างแรงกดดันด้านราคาในเชิงจิตวิทยา แต่ประเมินว่าแรงขายที่แท้จริงอาจ “ต่ำกว่าที่กังวล” เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัก โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นสัดส่วน 40% ของจำนวนที่ปลดล็อก มีแนวโน้มจะถือหุ้นต่อเพื่อเสถียรภาพ ขณะที่กลุ่มเจ้าหนี้สถาบันการเงินยังอยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งได้พยายามเน้นย้ำถึงศักยภาพการเติบโตเพื่อจูงใจให้ถือครองหุ้นระยะยาว
และยังมีประเด็นความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการ กรณีการฟ้องร้องเรื่องการแต่งตั้งบอร์ด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงกลางเดือนก.พ. นี้ การแทรกแซงจากภาครัฐ ความกังวลเรื่องความเป็นอิสระ และธรรมาภิบาลของบอร์ดชุดใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ดังนั้น แนะนำราคาเป้าหมายหุ้น THAI ที่ 8.50 บาท
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยกดดันหลักหุ้น THAI ระยะถัดไป มาจากการที่มีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 กลุ่ม ซึ่งมีต้นทุนต่ำมากเทียบราคาหุ้นในกระดาน ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นราคาหุ้นทำได้ค่อนข้างยาก
สำหรับ ผู้ถือหุ้นกลุ่มแรกคือ ผู้ที่ได้หุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุน ซึ่งมีราคาแปลงอยู่ที่ประมาณ 2.5452 บาทต่อหุ้น กลุ่มที่ 2 คือ ผู้ถือหุ้นจากการเพิ่มทุนรอบก่อนหน้า ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ราว 4.48 บาทต่อหุ้น การมีผู้ถือหุ้นที่มีต้นทุนแตกต่างกันมากแบบนี้ จะเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของตลาด ทำให้ราคาหุ้น THAI ปรับขึ้นได้ยาก แม้ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การพ้นช่วง Lock-up จะทำให้มีหุ้นไหลออกมาซื้อขายในตลาดมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบเชิงราคาโดยตรงจากฝั่งอุปทาน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวคาดว่าจะกระทบเพียงในเชิง Sentiment และไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานบริษัท
ส่วนในด้านธุรกิจ ยังมองว่าพื้นฐานของการบินไทยมีสัญญาณที่ดี ทั้งการฟื้นตัวของผลประกอบการที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาหุ้นที่ได้ปรับตัวลงมารับรู้ประเด็น Lock-up ไปแล้วในระดับหนึ่ง รวมถึงมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับไม่แพง ดังนั้น กลยุทธ์แนะนำให้รอดูความชัดเจน หลังพ้นช่วงห้ามซื้อขายอาจจะชะลอลงทุนระยะนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนราคาหุ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





