"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (22 ม.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,311.64 จุด โดยปรับตัวลดลง 5.92 จุด หรือคิดเป็น 0.45% นักวิเคราะห์ระบุว่าดัชนีได้รับแรงกดดันจากการเทขายหุ้น TRUE ในช่วงบ่าย ประกอบกับแรงขายทำกำไรในหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มการแพทย์และปิโตร
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (22 ม.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,311.64 จุด โดยปรับตัวลดลง 5.92 จุด หรือคิดเป็น 0.45% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,327.91 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,305.21 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 72,724.01 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- TRUE ราคาปิด 10.60 บาท ลดลง 1.80 บาท หรือ -14.52% มูลค่าซื้อขาย 11,832.49 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 193.50 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ +3.75% มูลค่าซื้อขาย 6,127.89 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 189.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 4,198.57 ล้านบาท
- BDMS ราคาปิด 20.10 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ -1.47% มูลค่าซื้อขาย 4,075.91 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 160.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ -0.31% มูลค่าซื้อขาย 3,845.98 ล้านบาท
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันนี้ภาพรวมดัชนีแกว่งตัวในทางลบ จากการเทขายหุ้น TRUE ส่งผลให้ราคาร่วงลงไปกว่า 14% ในช่วงบ่าย โดยมีเหตุมาจากความกังวลเกี่ยวกับเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท TRUE จากเทเลนอร์เป็นอะไรซ์ ซึ่งมีนายศุภชัย เจียรวนนท์ เป็นเจ้าของ
สำหรับหุ้นในกลุ่มอื่นอย่างการแพทย์ BDMS ปิโตรเคมีอย่าง TOP และ PTTGC ก็มีการชะลอลงเช่นกันจากการขายทำกำไรของนักลงทุน หลังปรับขึ้นมาหลายวัน
การที่ดัชนีปรับขึ้นมาในช่วงนี้ เป็นการปรับขึ้นสวนทางกับพื้นฐาน เพราะเมื่อพิจารณาจากรายงายผลประกอบการแล้วจะพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น
โดยปัจจัยที่เป็นแรงส่งน่าจะมาจากประเด็นเรื่องของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้หลังตลาดโลกมีความผันผวน และมองตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งพักเงิน ประกอบกับเรื่องธีมเลือกตั้ง โดยมองว่าหลังสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐกับประเทศอื่น ๆ ทยอยคลี่คลาย นักลงทุนอาจย้ายเงินลงทุนกลับไป
ในขณะที่วันพรุ่งนี้ (23 ม.ค.) ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวไซด์เวย์ มีแนวรับอยู่ที่ 1,300 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,320 จุด โดยควรจับตารายงานผลประกอบการ Q4 และของปี 68
ด้านกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนควรขายทำกำไรในหุ้นบางตัวที่ปรับขึ้นมาในช่วงนี้ โดยเน้นลงทุนในหุ้นอย่าง KTB เนื่องจากผลกำไรไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าคาด ให้ปันผลดี และราคาไม่แพง





