ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" เปิดตลาดช่วงเช้าวันนี้ 22 ม.ค.69 ปรับตัวขึ้น 4.50 จุด หรือ 0.34% อยู่ที่ 1,322.06 จุด มูลค่าซื้อขาย รวมทั้งสิ้น 3,907.86 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะท่าทีที่ผ่อนคลายลงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรป หลังการหารือร่วมกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ซึ่งทรัมป์ตัดสินใจไม่เดินหน้าใช้มาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ นโยบายภาษีของทรัมป์เป็นเพียงกลยุทธ์การต่อรอง และการยอมอ่อนข้อในครั้งนี้มีสาเหตุจากความกังวลว่า หากยุโรปตอบโต้ด้วยการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ อาจนำไปสู่กระแส การกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ และดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ขณะที่ตลาดหุ้นในประเทศ แม้กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะรายงานผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่ดัชนีหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวลงตาม โดยพบแรงขายจากหุ้นธนาคารเพื่อโยกเงินลงทุนไปยังกลุ่มอื่น อาทิ กลุ่มค้าปลีก พลังงาน และโรงพยาบาล ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
สำหรับ หุ้นไทยสามารถทะลุ 1,300 จุด โดยแนวโน้มระยะสั้น คาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,320 จุด และเป้าหมายถัดไปที่ 1,340 จุด อย่างไรก็ตาม หากดัชนีเข้าใกล้ระดับ 1,350 จุด อาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรออกมา
นอกจากนี้ ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำแบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ หุ้นกลุ่ม Value สำหรับถือระยะยาว นักลงทุนที่มีหุ้นขนาดใหญ่อยู่แล้ว แนะนำให้ถือต่อผ่านระดับ 1,300 จุด หรือทยอยสะสมหากยังไม่มี เนื่องจากมูลค่ายังไม่แพงเกินไป หุ้นเด่นประกอบด้วย CP BDMS GULF และ PTT
ขณะที่ หุ้นกลุ่ม Trading สำหรับเก็งกำไรระยะสั้น เน้นหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ IVL PTTGC DELTA และ CK โดยเลือก CK เป็นตัวเด่นแทน ITD ที่จะมีโอกาสได้รับงานใหม่มากขึ้นจากปัญหาภายในของคู่แข่ง
ทั้งนี้ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการเทรดดิ้ง เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วราว 50 จุด ภายในเวลาเพียง 5 วัน จึงควรเลือกลงทุนเป็นรายตัวในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะรองรับเป็นหลัก





