วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

โบรกชี้สหรัฐฯ-จีนแข่งเดือด เงินลงทุนไหลออกสู่ตลาดเกิดใหม่ หุ้นไทยต่างชาติซื้อต่อเนื่อง 2 เดือนติดกว่า 8 พันล้าน

โบรกชี้สหรัฐฯ-จีนแข่งเดือด เงินลงทุนไหลออกสู่ตลาดเกิดใหม่ หุ้นไทยต่างชาติซื้อต่อเนื่อง 2 เดือนติดกว่า 8 พันล้าน

ท่ามกลางการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความร้อนแรงระหว่างสหรัฐฯ และจีน กระแสเงินลงทุนโลกเริ่มเคลื่อนย้ายออกจากตลาดหลักสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบใหม่หลายขั้ว” ที่ความผันผวนกลายเป็นโครงสร้างถาวร

 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน หลังนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 รวมมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท สะท้อนบทบาทของหุ้นไทยในฐานะสินทรัพย์เชิงป้องกันความเสี่ยง (Defensive Play) ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน

โบรกชี้สหรัฐฯ-จีนแข่งเดือด เงินลงทุนไหลออกสู่ตลาดเกิดใหม่ หุ้นไทยต่างชาติซื้อต่อเนื่อง 2 เดือนติดกว่า 8 พันล้าน

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในปีนี้ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่แบ่งหลายขั้วเชิงโครงสร้างที่ขาดเอกภาพมากขึ้น โดยความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ จะไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่ทว่าจะกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของระบบโลก ซึ่งแม้จะเพิ่มความเสี่ยง แต่ก็เปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้กับตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

ทั้งนี้ นโยบาย America First 2.0 ของสหรัฐฯ ที่ให้น้ำหนักกับการใช้นโยบายอุตสาหกรรม ภาษี และการเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร จะสร้างความเสี่ยงจาก Policy Shock ต่อการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และค่าเงิน ขณะเดียวกันการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนในด้านเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และแร่หายาก จะยิ่งทวีความรุนแรง

"สภาวะภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังนำไปสู่ความเสื่อมถอยและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก ซึ่งในมุมมองด้านการลงทุนนั้นถือเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยในปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณ เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น บราซิล และฮ่องกง ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า รวมถึงตลาดในยุโรปและญี่ปุ่นที่เริ่มขยับตัวดีกว่าตลาดสหรัฐฯ เช่นกัน"

อย่างไรก็ดี ภูมิรัฐศาสตร์ในปีนี้ไม่ได้มีเพียงด้านลบ แต่ทว่ายังเปิดช่องทางการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์ ให้เงินทุนไหลเข้าสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และพลังงานสะอาด โดยภูมิภาคละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียกลางจะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ ภายใต้แนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนในรูปแบบ Multi-hub strategy

สำหรับละตินอเมริกา จะได้ประโยชน์จากการ reshoring ใกล้สหรัฐฯ และความต้องการวัตถุดิบด้านพลังงานและโลหะ ขณะที่อาเซียนยังเป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้าง แม้การแข่งขันภายในภูมิภาคจะสูงขึ้น โดยเวียดนามและมาเลเซียได้อานิสงส์จากภาคอุตสาหกรรม อินโดนีเซียเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนเอเชียกลางมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางพลังงานและโลจิสติกส์

"ปีนี้จะเป็นช่วงปลายของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินโลก และเป็นปีของการเลือกลงทุนแบบ Rotation มากกว่าการปรับขึ้นพร้อมกันทั้งตลาดเหมือนปีที่ผ่านมา โดยกระแสเงินทุนโลกเริ่มไหลกลับสู่ตลาดเกิดใหม่ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญทางเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความเป็นกลางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และฐานะดุลบัญชีที่แข็งแกร่ง"

หุ้นไทยฟื้นตัวต่างชาติเข้าซื้อ 2 เดือนติด กว่า 8 พันล้านบาท 

สำหรับประเทศไทย ประเมินว่าหุ้นไทยอยู่ในกลุ่มฟื้นตัวมากกว่าจะเป็น Growth story โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เป็นมาตรการเชิงป้องกันความเสี่ยง มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการคลังมีข้อจำกัด ทำให้การฟื้นตัวต้องพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชนและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินบาทแข็งค่าจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจะช่วยดึงดูดเงินทุน แต่ทว่าก็ยังสร้างแรงกดดันต่อความสามารถการแข่งขันของภาคส่งออก เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนกับความเสี่ยงแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายมากกว่ารูปแบบของรัฐบาล

นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงอีกครั้งสุดท้าย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจาก Earning Yield Gap ที่อยู่ในระดับสูงราว 5-5.9% และ Yield Curve ที่สะท้อนการฟื้นตัวในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าดัชนี SET จะอยู่ที่ประมาณ 1,406 จุด บนสมมติฐาน EPS 97 บาท และ P/E 14.5 เท่า

"หุ้นปันผลมีหุ้นเกือบ 30 ตัวใน SET100 ที่ให้ปันผลเกิน 5% ขณะที่ Earning Yield Gapส่วนต่างระหว่างกำไรต่อหุ้นกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ประมาณ 5% เป้าหมายดัชนีประเมิน Fair Value ของตลาดหุ้นไทยไว้ที่ระดับ 1,300-1,500 จุด โดยมองเป้าหมายหลักที่ 1,400 จุด บนพื้นฐาน P/E 14.5-15 เท่า"

ทั้งนี้หากย้อนไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยสะสมกว่า 4.5 แสนล้านบาท แต่เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาซื้อสุทธิราว 8 พันล้านบาท ในช่วง 2 เดือนล่าสุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทย Defensive Play

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของหุ้นไทย เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ไทยอย่างชัดเจนหลังการเลือกตั้ง หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วภายใน 60 วัน และมีการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้จริง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณา ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% ในช่วงกลางปีนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มสาธารณูปโภค และโรงไฟฟ้าที่มีภาระเงินกู้สูง

ขณะที่ความเสี่ยงระดับโลกที่ต้องเฝ้าระวัง กับความผันผวนในช่วงครึ่งปีหลังที่ต้องติดตามนโยบายดอกเบี้ยโลกปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่ดอกเบี้ยนโยบายลดลงก่อนจะนิ่งหรือปรับขึ้นในปี 2570 ส่งผลให้ราคาพันธบัตรผันผวน รวมถึง Yen Carry Trade การแข็งค่าของเงินเยนอาจทำให้เกิดการดึงสภาพคล่องกลับจากตลาดทุนทั่วโลก และการเมืองสหรัฐฯกับการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่อาจนำไปสู่การลดดอกเบี้ยที่รวดเร็วเกินไปจนเกิดเงินเฟ้อและข้อผิดพลาดเชิงนโยบายได้

แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับโลกผันผวน

สำหรับการลงทุนในปีนี้่แนะนำการลงทุนแบบ Asset Allocation โดยให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทย 15% หุ้นเวียดนาม 10-15% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 10% หุ้นตลาดเกิดใหม่รวมละตินอเมริกา เอเชีย อินเดีย และฮ่องกง 25% ตราสารหนี้ไทยและโลก 15% ทองคำ 5-10% และเงินสด 15-20% 

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ โทรคมนาคม พลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นปันผลสูงที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเน้นหุ้นที่ให้เงินปันผลเกิน 5% มีกำไรเติบโตดี และบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตลาดญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ผูกกับจีนโดยตรง ขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ ที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่า