คดีประวัติศาสตร์การซื้อขายหลักทรัพย์ของ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE กลับมาเขย่าความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยอีกครั้ง หลังศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของขบวนการฉ้อโกงที่ถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ และซับซ้อน อาศัยทั้งเทคโนโลยีการซื้อขายอัตโนมัติ การใช้บัญชีอำพราง และการกระจายคำสั่งซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมกัน
จากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 42 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะ ฉ้อโกง, เป็นอั้งยี่ และซ่องโจรได้ร่วมกันสร้างภาพการซื้อขายหุ้น MORE ให้ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ที่มีการส่งคำสั่งซื้อหุ้นแบบ ATO มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาทในช่วงเปิดตลาด ก่อนที่ผู้สั่งซื้อหลักจะไม่ชำระค่าหลักทรัพย์ ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ในฐานะนายหน้าต้องรับภาระความเสียหายแทนตามกฎของตลาดหลักทรัพย์
คดีดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงพฤติกรรมการปั่นหุ้น และการฉ้อโกงเชิงขบวนการ แต่ยังเผยให้เห็นช่องโหว่ในการใช้บัญชีแทน การอำพรางตัวตนผ่าน NVDR และการเชื่อมโยงทางเทคโนโลยี และเส้นทางการเงินที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกง และการฟอกเงิน กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ตลาดทุนไทยต้องยกระดับการกำกับดูแล และเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ศาลแพ่ง สำนักงานศาลยุติธรรม คดีหมายเลขดำที่ ฟ11/2566 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ121/2568 จำนวนทั้งหมด 1,156 แผ่น คดีหุ้น MORE ระบุว่า จากกรณีคดีบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE จากเอกสารคำวินิจฉัยศาลแพ่งได้เปิดเผยรายละเอียดของแผนการที่ซับซ้อน และการดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด 42 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะ ฉ้อโกง, เป็นอั้งยี่ และซ่องโจร
โดยการทำธุรกรรมอำพรางผ่านกลุ่ม "บัญชี" จากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. พบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 (นายอภิมุข) และพวก ได้ร่วมกันวางแผนสร้างสถานการณ์การซื้อขายหุ้น MORE ให้ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด โดยมีการรวมกลุ่มกันผ่านแอปพลิเคชัน Line ในชื่อกลุ่ม “บัญชี” ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สั่งการให้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรม BOT ในวันเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์การใช้ตัวแทนอำพราง โดยกลุ่มเจ้าของบัญชีจะมอบ Username และ Password ให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนเพื่อส่งคำสั่งซื้อขายแทนตนเอง เพื่อแลกกับส่วนแบ่งผลกำไรในอัตราร้อยละ 70 ต่อ 30
ทั้งนี้ เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อมีการส่งคำสั่งซื้อแบบ ATO (At the Open) ในราคา 2.90 บาทต่อหุ้น รวมจำนวนสูงถึง 1,531,770,700 หุ้น คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายช่วงเปิดตลาดกว่า 4,442 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วง 30 วันก่อนหน้านั้นถึงกว่า 10 เท่า
โดยขบวนการนี้ยังเลือกใช้ช่องทาง NVDR (MORE-R) เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้น และเลี่ยงการรายงานตามเกณฑ์กฎหมาย, โดยพบว่าผู้ซื้อรายเดียวได้กระจายคำสั่งซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) มากกว่า 10 แห่งในเวลาเดียวกัน
ความเสียหายมหาศาล และการยึดทรัพย์ มูลค่าความเสียหายในคดีนี้สูงถึงประมาณ 4,500,000,000 บาท (4.5 พันล้านบาท) เนื่องจากหลังจากเกิดการจับคู่ซื้อขายจำนวนมหาศาล ผู้คัดค้านที่ 1 กลับ ไม่ชำระค่าซื้อหุ้น ตามกำหนด ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นนายหน้าต้องรับภาระชำระเงินแทนให้กับสำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด ตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทางด้านสำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวม 36 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 5,336,182,981 บาท พร้อมดอกผล เพื่อมิให้ทรัพย์สินเหล่านั้นถูกยักย้ายถ่ายเท
อย่างไรก็ตาม ข้อต่อสู้ และการวินิจฉัยของศาล แม้ผู้คัดค้านบางรายจะอ้างว่าตนเองประกอบอาชีพโดยสุจริต และไม่มีส่วนรู้เห็นกับนายอภิมุข แต่ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานพบความเชื่อมโยงที่ผิดปกติ เช่น การใช้เลข IP Address เดียวกัน ในการส่งคำสั่งซื้อขายจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันหรือสถานที่เดียวกัน รวมถึงเส้นทางการเงินที่มีการโอนเงินจำนวน 500 ล้านบาทระหว่างผู้คัดค้าน
ทั้งนี้ ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้กลอุบายหลอกลวงโบรกเกอร์เพื่อขอวงเงินสินเชื่อจำนวนสูง โดยปกปิดข้อเท็จจริงว่าไม่มีเจตนาชำระเงินตั้งแต่ต้น การดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการอายัดทรัพย์สินจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมายป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน
คดีนี้ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของตลาดทุนไทยในการเฝ้าระวังพฤติกรรมการปั่นหุ้นและการฉ้อโกงในลักษณะขบวนการที่ใช้เทคโนโลยี และการอำพรางตัวตนข้ามบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





