วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

“KKP” เผยกำไรสุทธิปี 68 แตะ 5.91 พันล้าน โต 17.5% รายได้จาก “Dime!” โตแกร่ง สวนทางรายได้ดอกเบี้ยชะลอ

“KKP” เผยกำไรสุทธิปี 68 แตะ 5.91 พันล้าน โต 17.5% รายได้จาก “Dime!” โตแกร่ง สวนทางรายได้ดอกเบี้ยชะลอ

“KKP” เผยกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 5.9 พันล้าน เพิ่มขึ้น 17.5% จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยพุ่ง 8.2 พันล้าน จากธุรกิจ Dime! ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุน-นายหน้าประกัน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยลดลงจากการชะลอการปล่อยสินเชื่อ เน้นคุณภาพ พร้อมตั้งสำรองอีก 3.6 พันล้าน

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานสำหรับปี 2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 5,913 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เมื่อเทียบกับปี 2567 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 6,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 จากปี 2567

สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับตัวลดลงมากหากเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น

สำหรับปี 2568 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 18.2 หากเทียบกับปี 2567 โดยหลักจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้ค่านายหน้าขายประกัน และการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนตามภาวะตลาด โดยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งตลาดสำหรับปี 2568 ที่ร้อยละ 22.18

“KKP” เผยกำไรสุทธิปี 68 แตะ 5.91 พันล้าน โต 17.5% รายได้จาก “Dime!” โตแกร่ง สวนทางรายได้ดอกเบี้ยชะลอ ที่มา: เอกสารคำอธิบายและคำวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร  

 

 

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงร้อยละ 13.1 โดยหลักเกิดจากการชะลอตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามทิศทางการปรับลงของอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2568 และจากมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้า ขณะเดียวกันการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการชะลอตัวของสินเชื่อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงินโดยรวมของธนาคาร

ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นปี 2568 ปรับตัวลดลงร้อยละ 6.7 จากปีก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นไปตามกรอบเป้าหมายของธนาคารในการมุ่งเน้นบริหารคุณภาพของสินทรัพย์ ในขณะที่ทางด้านคุณภาพสินเชื่อสามารถควบคุมได้ในระดับที่ดี โดยปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับตัวลดลง ทางด้านอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 4.3

ในส่วนของผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับลดลงอย่างมากตามสถานการณ์รถยึดที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ธนาคารยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปี 2568 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,693 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมเพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ

 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 17,257 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 13.1 หากเทียบกับปี 2567 โดยหลักจากรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 13.8 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของสินเชื่อซึ่งเป็นไปตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูงท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 8,217 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีที่ร้อยละ 18.2 จากปี 2567 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิและรายได้อื่นๆ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 จากปี 2567

โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในส่วนของรายได้ที่เกิดจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจการจัดการกองทุน ตามการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการหรือทำรายการ (Asset under Advise Asset under Platform และ Asset under Management) รวมถึงรายได้ค่านายหน้าขายประกันที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจปรับลดลงตามภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกรรม

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปี 2568 มีจำนวน 3,693 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 7.1 ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมเพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ รวมถึงโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้

สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและรายการขาดทุนจากการขายรถยึด (credit cost) สำหรับปี 2568 คิดเป็นอัตราร้อยละ 1.72 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ปรับลดลงจากร้อยละ 2.30 ในปี 2567 โดยอยู่ในระดับดีกว่ากรอบเป้าหมายที่ธนาคารคาดไว้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อที่ธนาคารได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี ประกอบกับการตั้งสำรองที่ลดลงตามการชะลอตัวของปริมาณสินเชื่อ

สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารเกียรตินาคินภัทรและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 1,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.1 จากไตรมาส 4 ปี 2567 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 1,479 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

กำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยหลักมาจากการปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดี โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจไดม์ ทางด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารปรับลดลงหากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการชะลอตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินเชื่อ

ด้านการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 จำนวนรวมทั้งสิ้น 708 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 22.5 จากไตรมาส 4/2567 ตามสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง