สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน “ตลาดทุนไทย” และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน และในปี 2569 ยังคงมุ่งมั่นสานต่อดำเนินงานต่อเนื่อง
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
1. ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น ทั้งด้านระดมทุน มุ่งสร้างศักยภาพการแข่งขันตลาดทุนไทยในเวทีสากล รองรับการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ ยกระดับบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความน่าสนใจ ดึงดูดผู้ลงทุน , ด้านซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งเสริมซื้อขายหลักทรัพย์โปร่งใส เป็นธรรมตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบได้, ด้านธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน ยกระดับและส่งเสริมทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง พัฒนาคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลของบจ. ให้ครบถ้วน โปร่งใส และรองรับการตัดสินใจผู้ลงทุนได้อย่างเหมาะสม, ยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งจัดการเรื่องร้องเรียน โดยนำเทคโนโลยีช่วย และยกระดับพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
2. ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง
3. ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน มุ่งส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG นำไปสู่การเติบโตยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน
4. ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all” ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
5. เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ยกระดับบังคับใช้กม. สร้างเติบโต-คุมคุณภาพ
นางพรอนงค์ ย้ำว่า การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย รวดเร็ว รัดกุม และเป็นธรรม ประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือบทบาทของ ก.ล.ต. ในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเปรียบเสมือน “กระดุมเม็ดสุดท้าย” ของความเชื่อมั่น
ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ปรับโครงสร้างภายในให้การทำงานมีความเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น เพิ่มอัตรากำลังนำระบบ Case Management มาใช้เพื่อบริหารจัดการคดีอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ยังคงประเด็นที่สังคม มองว่า การดำเนินคดีล่าช้าหรือเกิดขึ้นซ้ำซากว่านั้น ยืนยันว่าคำว่าช้าคงไม่ใช่ คำว่าซ้ำซากคงไม่ใช่ แต่สิ่งเหล่านี้ เรายกระดับได้อีก เพราะความคาดหวังของเราคือต้องเป็นเครื่องมือในการป้องปราม เพื่อให้คนที่คิดจะทำผิดเขาไม่มีแรงจูงใจในการทำอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น รัดกุม และไม่เลือกปฏิบัติ
รวมทั้งคุมเข้ม Short Sell และ Program Trading ลดความผันผวนในส่วนโครงสร้างการซื้อขาย ก.ล.ต. ได้ร่วมมือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในการทบทวนและออกมาตรการควบคุมการ Short Sell และ Program Trading, แม้ว่าการชอร์ตเซลจะเป็นกลไกสากลที่ช่วยให้เกิดการค้นหาราคาที่เหมาะสม
แต่ในภาวะตลาดผันผวน ก.ล.ต. ได้ใส่มาตรการ “ลูกระนาด” เช่น Minimum Resting Time เพื่อเพิ่มต้นทุนและกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม ข้อมูลระบุว่าหลังออกมาตรการ สัดส่วนมูลค่าซื้อขายจากการชอร์ตเซลลดลงจาก 14% มาอยู่ที่ 4-5% ในปัจจุบัน
ก.ล.ต. ย้ำว่า การกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างกติกามาตรฐานสากลและบริบทเฉพาะตลาดทุนไทย โดยใช้ข้อมูลและงานวิจัย (Evidence-based) มาเป็นฐานในการตัดสินใจ
นอกจากนี้ หนุนลงทุนระยะยาวผ่าน TISA และนวัตกรรม Digital Asset เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่มีคุณภาพ ก.ล.ต. เดินหน้าเร่งผลักดันมาตรการทางภาษีที่ยั่งยืน โดยเฉพาะกองทุน TISA และการสนับสนุนกองทุน ThaiESG เพื่อปรับพฤติกรรมให้นักลงทุนมองการลงทุนระยะยาวมากขึ้น ลดผลกระทบจากแรงขายที่เคยเกิดขึ้นในกองทุน LTF เดิม
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมองเห็นโอกาสใน Digital Asset และการทำ Tokenization ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจและเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) และ Startup สามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้น โดยเป้าหมายในปีนี้คือการสร้างระบบนิเวศที่ผสานระหว่างสินทรัพย์ดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชน
ธรรมาภิบาลและการเติบโตยั่งยืน ก.ล.ต. มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานความเสี่ยงที่ยอมรับได้ , พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับตัว “G” หรือธรรมาภิบาลในองค์กรผู้ออกหลักทรัพย์ โดยจะทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อกระตุ้นมูลค่าบริษัทจดทะเบียน และส่งเสริมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของธุรกิจกลุ่ม New S-Curve
สำนักงาน ก.ล.ต. มั่นใจในทิศทางที่เราจะไป แต่การจะสร้างเป้าหมายผลลัพธ์ตัวนั้น สำนักงานทำฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องช่วยกันในการทำให้ตลาดทุนไทยและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการ Powering Growth ให้กับประเทศ
ผลักดัน "ทิสา" สร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย
นางพรอนงค์ กล่าว่า สำหรับแนวทางสร้างเสน่ห์ ตลาดทุนไทย นั้นก.ล.ต. ยังคงเดินหน้ามาตรการเดิมอย่าง “jump plus” และ “ corporate value up” ควบคู่ไปกับการผลักดันมาตรการใหม่แบบ “พุ่งเป้า” ภายใต้อีโคซิสเต็มที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์ IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้น ด้วยการลดละเลิกในเกณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิผล เพื่อเพิ่มโอกาสในการระดมทุน และแต่ยังคงเกณฑ์ควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและคุ้มครองผู้ลงทุน
มาตรการดังกล่าว เน้นการสร้าง One Stop Service สำหรับการรับจดทะเบียนหลักทรัพย์ แบบพุ่งเป้ามากขึ้น จะมาพร้อมปริมาณและคุณภาพ เช่น การสนับสนุนบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาออกหลักทรัพย์ในไทย และการส่งเสริม SMEs เข้าสู่ตลาดทุนผ่านกระดาน LiVE Exchange และ Crowdfunding เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการรายใหม่มากขึ้น
พร้อมทั้งผลักดันโครงการ TISA ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายทุกพรรคที่มุ่งใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งทุนหลักถือเป็นสัญญาณบวกต่อผู้ลงทุนและภาคธุรกิจมองโครงการ TISA ปีนี้มีแนวโน้มได้เห็นชัดเจนโดยเฟทโก้ และ ก.ล.ต. มีความเห็นตรงกันในหลักการโครงการ TISA แม้ยังต้องหารือกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อปรับปรุงเงื่อนไขตามกระบวนการต่อไปแต่ยืนยันแนวทางใหม่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนหุ้นไทยมากขึ้น และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงได้มากขึ้น
ตั้งป้อมสกัดทุนเทา
สำหรับแนวทางการจัดการทุนเทาและการป้องกันสแกมเมอร์ที่เกี่ยวข้องกับตัวกลาง ธุรกิจหลักทรัพย์ และคริปโทเคอเรนซี่ นางพรองนงค์ กล่าวด้วยว่า ในฝั่งการระดมทุน ในเรื่องของ “ตัวกลาง” เกี่ยวกับการปรับปรุงเกณฑ์ผู้ถือหุ้นใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจ
ขณะนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเสนอประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจและการปรับปรุงนี้ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้การตรวจสอบความเหมาะสมมีความเข้มงวดและชัดเจนยิ่งขึ้น
"โดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดและต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องทุนเทาและการฟอกเงิน"
แต่ขอย้ำว่า ปัจจุบันถือว่ามีมาตรการที่เพียงพอในการกำกับดูแลไปถึงผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริงแล้ว โดยก.ล.ต. แบ่งการดูแลเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผู้ระดมทุน (บริษัทจดทะเบียน) โดยเน้นตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการรายงานข้อมูลให้ตรงตามข้อเท็จจริง และ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจ (ตัวกลาง) โดยกำกับดูแลให้ทำ KYC/CDD อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฟอกเงิน
ส่วนเกี่ยวกับตรวจสอบการฟองเงินสำหรับคริปโตเคอเรนซี่ นั้น สำนักงานปปง. จะมีแนวปฏิบัติ Travel Rule เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภายในประเทศ ซึ่งต้องรอปปง.ประกาศแนวทางปฏิบัติดังกล่าวก่อน แต่อย่างไรก็ตามแต่ละหน่วยงานจะดำเนินการตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เป็นจุดแข็งที่ตนเองมีส่วนการติดตามเกี่ยวกับในต่างประเทศ
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานตรวจสอบ เช่น ปปง., ตำรวจ (ปอส.), และ DSI เพื่อบูรณาการข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือไม่ยอมให้ตลาดทุนถูกใช้เป็นเครื่องมือทำผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายของตลาดทุนไทย ย้ำว่า มีความเป็นอิสระและโปร่งใส โดยระดับบริหารหรือกรรมการที่ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลคดีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูล
และภายใตัโครงการความร่วมมือเพื่อความโปร่งใส (Connecting the D) ก.ล.ต. ได้เข้าร่วมทำงานในโครงการ "Connecting the D" ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมโยงข้อมูลการโอนเปลี่ยนมือของสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดทุนถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน
เคสมอร์ สู่ตั้ง ซีเคียวริตี้บูโร
นอกจากนี้ ด้านกรณี “เคสมอร์” ถูกมองว่า เป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา “ซีเคียวริตี้บูโร” โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ปปง. และ ธปท. ซึ่ง เลขา กลต. คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 2 ปีนี้ พร้อมเสนอให้บจ. ควรมีระบบกลั่นกรองที่เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย
“การเดินหน้า เราเดินทั้งมาตรการเดิมและใหม่สะท้อนความตั้งใจของภาคตลาดทุนไทยในการสร้างเสน่ห์และความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจทุกระดับเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน”





