คดีหุ้น บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น STARK ยังคงเป็นหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่น ตลาดหุ้นไทย ล่าสุดอัยการ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าถึงคดีได้เข้าสู่ชั้นสืบพยานแล้ว โดยการสืบพยานเจ้าหน้าที่ใกล้จะเสร็จสิ้น ก่อนเดินหน้าสู่การสืบพยานผู้เสียหายในลำดับถัดไป
อย่างไรก็ดี ด้วยปริมาณพยานเอกสารจำนวนมาก อัยการประเมินว่ากำหนดวันนัดสืบพยานเดิมอาจไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มต้องขยายวันนัดเพิ่มเติม เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรอบด้าน และครบถ้วน
เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 4 ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้า คดีหุ้น STARK ขณะนี้คดีอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 และได้เข้าสู่ขั้นตอนการสืบพยานแล้ว
โดยกระบวนการพิจารณาคดีในปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบพยาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมด ก่อนที่ศาลจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และมีคำพิพากษาในลำดับถัดไป
“ความคืบหน้าทางคดีในประเด็นสำคัญ ขณะนี้การสืบพยานในส่วนของปากเจ้าหน้าที่ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และลำดับต่อไปจะเป็นการสืบพยานในส่วนของปากผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีดังกล่าวมีพยานเอกสารจำนวนมาก ส่งผลให้กำหนดวันนัดสืบพยานที่วางไว้เดิมอาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาขยายวันนัดหรือกำหนดวันสืบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้การไต่สวนเป็นไปอย่างครบถ้วน”
ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” เพิ่มเติมว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้สรุปสำนวนส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของศาลแล้วโดยจากความเห็นของพนักงานสอบสวน มีการเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารวมประมาณ 11 ราย ซึ่งในชั้นอัยการได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดตามที่เสนอ
ทั้งนี้ กระบวนการในปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการพิจารณา และคำตัดสินจากศาล โดยผลของคดีจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ และการพิจารณาพยานหลักฐานของศาลเป็นสำคัญ
ขณะที่ นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลเสริมว่า คดีหุ้น STARK ถือเป็นบทเรียนราคาแพง สำหรับนักลงทุนไทย และสามารถถอดบทเรียนเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนลงทุนได้ โดยเฉพาะ 4 ปัจจัยสำคัญที่ควรจับตา ได้แก่
1.การเติบโตที่ผิดปกติจากอุตสาหกรรม กรณี STARK ธุรกิจสายไฟมีการเติบโตโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมาก จนเกิดข้อสงสัยเรื่องรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
2.กำไรไม่สอดคล้องกับกระแสเงินสด บริษัทอาจรายงานกำไรในงบการเงิน แต่ไม่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจริง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่นักลงทุนมักมองข้าม
3.บทวิเคราะห์จากต่างประเทศที่มาเร็วเกินเหตุ หุ้นที่ยังไม่ได้มีขนาดหรือสภาพคล่องสูง แต่กลับได้รับบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างประเทศ อาจไม่ใช่เพราะปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
4.ดีลเข้าซื้อกิจการที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น การระดมทุนเพื่อลงทุนต่างประเทศแล้วล้มเลิกโดยไม่มีคำอธิบายชัดเจน หรือการเข้าซื้อกิจการที่ขาดทุนในช่วงที่บริษัทมีปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งในกรณี STARK ถูกมองว่าเป็นปัจจัยเร่งให้ปัญหาปรากฏชัดขึ้น
“ทุกครั้งที่บริษัทจดทะเบียนมีแผนระดมทุนขนาดใหญ่ หรือขยายธุรกิจนอกเหนือจากความเชี่ยวชาญเดิม นักลงทุนจำเป็นต้องทำการบ้านอย่างรอบคอบ เพื่อแยกแยะว่าการลงทุนดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานทางธุรกิจที่แท้จริง หรือเป็นเพียง “เกมหุ้น” ที่สร้างความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





