ท่ามกลางภาวะ “ตลาดหุ้นไทย” (SET INDEX) ที่ซบเซาต่อเนื่อง และ “เม็ดเงินลงทุนหดตัว” ดังนั้น สารพัดปัจจัยลบดังกล่าว สั่นสะเทือน “ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์” (Brokerage) ให้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจาก “รายได้ค่าคอมมิชชัน-มูลค่าซื้อขาย-ดอกเบี้ยสินเชื่อมาร์จิน” บ่งชี้ผ่านมุมมอง “ผู้นำโบรกเกอร์” หลากหลายสำนักที่สะท้อนออกมาในแนวทางเดียวกันว่า ปี 2569 ธุรกิจโบรกเกอร์ยังเป็น “ปีแห่งความท้าทายสูง”
ดังนั้น หากต้องการอยู่รอดในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมจำเป็นต้อง “ปรับตัว” ทั้งการขยายพอร์ตลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน หรือแม้แต่การควบรวมกิจการ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางโครงสร้างของตลาดทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ในภาวะ “ซบเซา” และ “ย่ำแย่ลง” ต่อเนื่อง จากการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง หรือสงครามค่าคอมมิชชันที่กดดันรายได้ และอัตรากำไรของโบรกเกอร์มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังการเข้ามาของกลุ่ม Discount Broker ที่ยิ่งเร่งให้มาร์จินของธุรกิจหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในมุม “การเติบโตลดลง” เมื่อเทียบกับ “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” ส่งผลให้นักลงทุนที่มี “ความรู้” และ “ประสบการณ์” เลือกย้ายเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“โครงสร้างเม็ดเงินที่ยังคงอยู่ในตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ ThaiESG หรือ กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้น (LTF) เดิม ซึ่งเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ ส่งผลให้หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กขาดแรงซื้อ และสภาพคล่อง ขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่เคยเก็งกำไรหุ้นรายตัวจำนวนมากหันไปลงทุนในตลาดต่างประเทศแทน”
สำหรับ การปรับตัวของธุรกิจโบรกเกอร์ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ “เลิกโฟกัสเฉพาะหุ้นไทย” และหันมาขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์การลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นต่างประเทศ ETF รวมถึง DR ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงโอกาสการเติบโตในต่างประเทศได้สะดวก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษีหรือการโอนเงินออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างต้นทุนโบรกเกอร์มีการลดค่าใช้จ่ายอย่างมาก โดยเฉพาะการลดจำนวนเจ้าหน้าที่การตลาด เช่น การไม่ต่ออายุสัญญากับผู้ที่ถึงวัยเกษียณ หากไม่มีวอลุ่มการซื้อขายที่โดดเด่น และมีการโอนถ่ายพอร์ตลูกค้าให้เจ้าหน้าที่รายอื่นดูแลแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 มีโอกาสสูงที่จะเห็นการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรม เนื่องจากเม็ดเงินในตลาดหดตัวเร็วกว่าจำนวนโบรกเกอร์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะโบรกเกอร์ขนาดกลาง และขนาดเล็กที่ไม่สามารถทำกำไรได้ อาจจำเป็นต้องควบรวมเพื่อความอยู่รอด พร้อมกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ปัจจัยบวกที่อาจช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยได้บ้างจากเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4% และบางบริษัทให้ผลตอบแทนสูงถึง 5-8% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรที่ประมาณ 1.7% อาจช่วยดึงเม็ดเงินบางส่วนจากตลาดตราสารหนี้กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นได้
“พัชระนนท์ ชีวะเกรียงไกร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ในไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่เพียงจากปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นที่ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังถูกกดดันอย่างมีนัยสำคัญจากรายได้ดอกเบี้ย หรือธุรกิจสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือ Margin Loan ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของโบรกเกอร์
ทั้งนี้ ข้อมูล Margin Loan ในระบบอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยลดลงสาเหตุหลักมาจากทิศทางตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงต่อเนื่องตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และการปรับลงแรงในปี 2568 ได้กระตุ้นให้เกิดการบังคับขาย ส่งผลให้รายได้จากส่วนดังกล่าวหายไปอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบต่อโครงสร้างรายได้ของธุรกิจโบรกเกอร์โดยตรง
“ภายใต้สภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย และแรงกดดันด้านรายได้ แนวโน้มการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์มีโอกาสเกิดขึ้นในปี 2569 เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ถึง 37 ราย ขณะที่ โบรกเกอร์จำนวนมากยังมีผลิตภัณฑ์ไม่ครบวงจร และจำเป็นต้องมีขนาดองค์กรที่ใหญ่พอเพื่อรองรับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”
สำหรับ “กลยุทธ์” ของบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความน่าเชื่อถือ และการเติบโต ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทสามารถขยับอันดับส่วนแบ่งการตลาดในไทยจากอันดับ 9 ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 ของอุตสาหกรรมได้สำเร็จ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรและความเชื่อมั่นจากลูกค้า ขณะเดียวกัน บริษัทยังเป็นโบรกเกอร์ในระดับเอเชีย โดยอยู่ในอันดับ 2 ในตลาดจีน และอันดับ 1 ในสิงคโปร์ และมาเลเซีย
สำหรับมุมมอง “ตลาดหุ้นไทย” ในปี 2569 คาดในครึ่งปีแรกยังคงเป็นช่วงที่ “ท้าทาย” อย่างมาก และมีปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการเมือง โดยคาดว่ากระบวนการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ชัดเจนอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดราวเดือนมิ.ย. หรือเดือนก.ค.2569 ขณะเดียวกัน กำลังซื้อของนักลงทุนก็ปรับลดลงตามทิศทางตลาดที่อ่อนตัวต่อเนื่องอีกด้วย
“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ในปี 2569 ถือว่าอยู่ในช่วงที่ “ค่อนข้างลำบาก และท้าทายอย่างมาก” จากมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่ลดลงต่อเนื่องยาวนานถึง 3-4 ปี ส่งผลให้โอกาสการทำกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างจำกัด
ทั้งนี้ เมื่อ “รายได้” จากการซื้อขายในประเทศมีขนาดเล็กลง ธุรกิจโบรกเกอร์จึงจำเป็นต้องเร่ง “ปรับตัว” และมองหา “ทางเลือกใหม่” ในการสร้างรายได้มาชดเชย โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การผลักดันให้นักลงทุนขยายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการลงทุนทางตรง รวมถึงการลงทุนผ่านตราสารอย่าง DR และกองทุนรวม
ขณะเดียวกัน โบรกเกอร์ยังต้องให้ความสำคัญกับ “การรักษาฐานลูกค้าสถาบัน” ด้วยการคงมาตรฐาน “การให้บริการ” และ “คุณภาพของงานวิจัย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการลงทุนในต่างประเทศให้หลากหลายตลาด พร้อมจัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และการวิจัยหุ้นต่างประเทศเพื่อให้คำแนะนำอย่างเจาะลึก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





