background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

อัยการเดินหน้าฟ้องคดีหุ้น MORE ครบถ้วน จับตา! นัดสืบพยาน ก.ย.นี้

อัยการเดินหน้าฟ้องคดีหุ้น MORE ครบถ้วน จับตา! นัดสืบพยาน ก.ย.นี้

คดีหุ้น MORE ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตตลาดหุ้นไทยที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ จากพฤติการณ์ปั่นหุ้นและฉ้อโกงผ่านระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งผลให้ราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายถูกบิดเบือนจากกลไกตลาด โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อบริษัทหลักทรัพย์ผู้ให้บริการซื้อขาย และความเสียหายเชิงระบบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวสะท้อนถึงช่องโหว่ของการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงในช่วงเวลาดังกล่าว และนำไปสู่การดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงการยึดทรัพย์และการบังคับคืนเงินแก่ผู้เสียหาย นอกจากนี้ คดีหุ้น MORE ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเร่งยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริต และปรับปรุงโครงสร้างการตรวจสอบธุรกรรมในตลาดทุนให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในระยะต่อมา

ล่าสุด แม้ผู้ต้องหากลุ่มตระกูลพรประภา 3 แม่ลูก นายเอกภัทร พรประภา นายอธิภัทร พรประภา และ นางอรพินธุ์ พรประภา จะถูกคุมขังในเรือนจำแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้สิ้นสุดลงแต่อย่างใด ปัจจุบัน คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้กระบวนการทางกฎหมายได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คือการพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นพิจารณา

เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 3 ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าคดีหุ้น MORE ล่าสุดพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างรอการพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยาน โดยศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยในช่วงเดือน ก.ย. 2569 ที่จะถึงนี้

"ภายหลังการส่งฟ้องคดีหุ้น MORE ต่อศาล กระบวนการทางกฎหมายได้เข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ คือการพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาล ซึ่งจะเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีอย่างรอบด้าน ทั้งในส่วนของพยานโจทก์และพยานจำเลย ตามกำหนดนัดของศาลเดือน ก.ย.นี้"

ทั้งนี้ คดีหุ้น MORE นับเป็นหนึ่งในคดีปั่นหุ้นและฉ้อโกงในตลาดทุนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย โดยการเข้าสู่ขั้นตอนสืบพยานดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาวินิจฉัยของศาลในลำดับถัดไป

ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากกรณีความผิดปกติของการซื้อขายหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อระบบตลาดหุ้นไทย ล่าสุด ความคืบหน้าของคดีเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น หลังเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องรายสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในวันที่ วันที่ 16 ก.พ.นี้ กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ (สมนึก ตงฮั้ว), นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ (เฮียม้อ) และ นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ  มีกำหนดเข้าพบพนักงานอัยการ เพื่อรับทราบความคืบหน้าทางคดี หลังจากในช่วงก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปแล้ว 3 ราย โดยศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว และยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม การเข้าพบอัยการของกลุ่มผู้ต้องหาครั้งนี้ สะท้อนถึงทิศทางการดำเนินคดีที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังพนักงานสอบสวนและอัยการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีปั่นหุ้นและฉ้อโกงในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

โดยในส่วนสถานการณ์ของกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาในคดีหุ้น MORE ขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะ "สู้คดีได้ค่อนข้างยาก" เนื่องจากมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีจำนวนมหาศาล และประเด็นหลักของคดีถูกพุ่งเป้าไปที่ความผิดฐานฉ้อโกง

สำหรับพฤติการณ์ที่นำไปสู่ข้อกล่าวหา เนื่องจากเป็นการทำธุรกรรมในลักษณะกู้ยืมเงินผ่านระบบมาร์จินจากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งพร้อมกัน เพื่อนำมาเสนอซื้อเสนอขายหุ้น MORE โดยมีเจตนาให้เกิดการจับคู่ราคา (Matching) กันเอง ซึ่งเข้าข่ายการสร้างปริมาณความต้องการเทียมที่ไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของตลาด และส่งผลกระทบต่อระบบการซื้อขายโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี แม้ในเบื้องต้นจะมีการชำระราคาได้ในบางส่วน ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แต่ทว่าปัญหาที่แท้จริงของคดีหุ้น MORE ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่กระบวนการทางกฎหมาย

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ยังเป็น "ระเบิดเวลา" คือคำถามเกี่ยวกับมูลค่าธุรกิจที่แท้จริงของ MORE หลังหุ้นถูกสั่งพักการซื้อขายเป็นเวลานาน และความเชื่อมั่นต่อบริษัทได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง 

ขณะเดียวกัน หุ้น MORE จำนวนมากยังตกอยู่ในมือของบริษัทหลักทรัพย์ในฐานะหลักประกันจากการให้กู้มาร์จิน ซึ่งบางแห่งอาจยังไม่ได้ตั้งสำรองผลขาดทุน และยังบันทึกมูลค่าหุ้นตามราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายไว้ในบัญชี

"หากในอนาคตเมื่อหุ้น MORE กลับมาซื้อขายได้ และมูลค่าหุ้นต่ำกว่าที่บันทึกไว้ในบัญชี บริษัทหลักทรัพย์อาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านผลประกอบการและฐานะทางการเงิน รวมถึงอาจจำเป็นต้องดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีกับผู้ลงทุนที่กู้มาร์จิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนานและไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน"

ทั้งนี้ แม้กระบวนการยุติธรรมในคดีหุ้น MORE จะเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนยังคงเป็นคำถามใหญ่ของตลาดหุ้นไทย และอาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อเสถียรภาพและการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจตลาดทุนในระยะถัดไป