background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

“TISCO” กำไรปี 68 ชะลอ รับตั้งสำรองเพิ่มเข้าสู่ระดับปกติ หวั่นเศรษฐกิจปี 69 เปราะบาง

“TISCO” กำไรปี 68 ชะลอ รับตั้งสำรองเพิ่มเข้าสู่ระดับปกติ หวั่นเศรษฐกิจปี 69 เปราะบาง

TISCO รายงานกำไรปี 68 ลดลง 3.5% ที่ 6.3 พันล้าน สาเหตุกลับมาตั้งสำรองกลับมาเป็นปกติ ปี 68 จำนวน 2.3 พันล้านบาท รองรับเศรษฐกิจเปราะบาง ด้านรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยพุ่ง 8.8 % อานิสงส์ค่าธรรมเนียมธนาคาร-กองทุน

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า TISCO มีกำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการปี 2568 จำนวน 6.6 พันล้านบาท ลดลง 2.4 ร้อยล้านบาท หรือ 3.5% เทียบกับปี 2567 โดยสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ตามแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

สำหรับรายได้จากการดำเนินงานเติบโต 2.2% จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 8.8 % โดยประกอบด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 6.5% ตามการขยายตัวของธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่นที่เกี่ยวกับสินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 8.8% จากการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม

อีกทั้ง มีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลง ตามมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ชะลอตัว ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 0.5% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ครั้ง และการลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง บริษัทยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มีค่าใช่จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.6% จากปีก่อนหน้า

ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) มีจำนวน 2,340.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 และคิดเป็นค่าใช้จ่ายสำรองในอัตราร้อยละ 1.0 ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เป็นไปตามแผนการตั้งสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ พร้อมทั้งรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ บริษัทยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและรอบคอบ รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.28 และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) ณ สิ้นปี 2568 ที่ร้อยละ

ด้านกำไรสุทธิสำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ของบริษัทมีจำนวน 1,641.78 ล้านบาท ลดลง 88.45 ล้านบาท หรือ 5.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2568 จากรายได้รวมที่อ่อนตัวลง 6.9%

ประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 0.3% เนื่องจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยพิเศษจากการชำระคืนหนี้ก่อนกำหนดในไตรมาสก่อนหน้า ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 19.1% สาเหตุหลักเป็นผลมาจากกำไรจากเงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักฟื้นตัว 3% จากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธุรกิจนายหน้าประกันภัย ที่เติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 0.3% จากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่เติบโต ในขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ยังคงอ่อนแอ จากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ซบเซา สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 0.4% จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล และค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 1% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย

เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2567 กำไรสุทธิของบริษัทลดลงจำนวน 60.03 ล้านบาท หรือ 3.5% จากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นตามแผนการปรับสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ ด้านรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.3%