“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (12 ม.ค. 2569) ปิดร่วง 11.89 จุด หุ้นโรงพยาบาล-ค้าปลีกร่วง สวนทางกลุ่มสื่อสาร TRUE-ADVANC

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (12 ม.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,242.20 จุด ปรับตัวลดลง 11.89 จุด หรือ 0.95% นักวิเคราะห์ชี้ว่ามีแรงขายในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BH, BDMS รวมถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL ในทางกลับกันกลุ่มสื่อสารยังคงมีแรงซื้อเข้ามาพยุงดัชนีได้บ้าง
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (12 ม.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,242.20 จุด ปรับตัวลดลง 11.89 จุด หรือคิดเป็น 0.95% โดย ดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,259.68 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,241.47 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 34,141.6 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก
- BDMS: ราคาปิด 18.10 บาท ลดลง 0.80 บาท (-4.23%) มูลค่าซื้อขาย 2,420.57 ล้านบาท
- BH: ราคาปิด 138.50 บาท ลดลง 9.00 บาท (-6.10%) มูลค่าซื้อขาย 2,342.97 ล้านบาท
- DELTA: ราคาปิด 162.00 บาท ลดลง 3.00 บาท (-1.82%) มูลค่าซื้อขาย 1,865.77 ล้านบาท
- TRUE: ราคาปิด 11.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท (+0.90%) มูลค่าซื้อขาย 1,821.92 ล้านบาท
- KBANK: ราคาปิด 191.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง (0.00%) มูลค่าซื้อขาย 1,821.46 ล้านบาท
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในวันนี้ภาพรวมดัชนีแกว่งตัวในทางลบ จากแรงกดดันในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล BH และ BDMS และกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL สวนทางกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ที่ยังมีแรงซื้อยืนราคาอยู่ได้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลคาดว่ามาจากการที่ธุรกิจประกันรายใหญ่เตรียมยุติการขายประกันแบบเหมาจ่ายในลักษณะ Co-payment ประกอบกับมุมมองในปัจจุบัน ที่อัตราการเติบโตโดยรวมของธุรกิจชะลอตัวลงจากในอดีตที่ 20% มาอยู่ราว ๆ 5-7% ด้านกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL และ BJC ยังคงซบเซาจากแรงซื้อเพื่อการบริโภคที่ยังคงอ่อนแอ
สำหรับกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC กับ TRUE ยังคงทำกำไรอย่างต่อเนื่องและมีอัตราเงินปันผลที่ค่อนข้างดี ส่งผลให้ปิดในแดนบวกวันนี้
ในขณะที่วันพรุ่งนี้ (13 ม.ค.) ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวไซด์เวย์ มีแนวรับอยู่ที่ 1,232 จุด แนวต้าน 1,242 จุด เนื่องจากยังขาดปัจจัยใหม่ และหุ้นหลายกลุ่มยังเผชิญแรงกดดัน
ด้านกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนควรเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มปันผลในกลุ่มธนาคาร รวมถึงกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE เนื่องจากมีต้นทุนการแข่งขันที่ลดลง จากจำนวนผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่เหลือเพียง 2 รายเท่านั้น







