‘ทิสโก้’ชี้หุ้นไทยปี69ซบเซา แนะโยกเงินลุย‘สหรัฐฯ-อินเดีย-เวียดนาม’

TISCO มองหุ้นไทยปี 69 “ซบเซา” ดัชนีฯ สูงสุดปีนี้ระดับ 1,388 จุด พิษจีดีพีไทยโตต่ำแค่ 1.6-1.8% แนะกระจายพอร์ตลงทุนต่างประเทศ ยก “สหรัฐ-อินเดีย-เวียดนาม” เด่น ชูธีม “เอไอ-การแพทย์” มาแรง ย้ำลงทุนบอนด์สหรัฐ-ทองคำกระจายความเสี่ยง
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP head of wealth advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ TISCO เปิดเผยว่า ในปี 2569 คาดดัชนีตลาดไทยเคลื่อนไหวสูงสุด 1,388 จุด และ กรอบล่างเฉลี่ยอยู่ที่ 1,100-1,200 จุด โดยอ้างอิง EPS อยู่ที่ 82 บาทต่อหุ้น และ P/E ระดับ 16 เท่า ซึ่งนโยบายการลงทุนเน้นหุ้นกลุ่มปันผลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4% และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโต 2%
ดังนั้น ปีนี้ตลาดหุ้นไทยดูยังไม่น่าสนใจ ส่งผลให้นักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ สหรัฐ รวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่าง ประเทศอินเดีย ที่สร้างผลตอบแทนที่มากกว่า รวมถึงควรกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น บอนด์ระยะสั้นของสหรัฐ เพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
โดยแนะนำกระจายพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงหุ้น สัดส่วน 60% และ สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ สัดส่วน 40% โดยในหุ้นต่างประเทศ
คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากคาดการณ์จีดีพีโลกที่ระดับ 2.9% อย่าง สหรัฐที่ในปีนี้อาจโตถึง 1.8% รวมทั้งประเทศในตลาดเกิดใหม่ อย่าง อินเดียที่อาจเติบโตได้ถึง 6.7%
ขณะที่ กลยุทธ์การเลือกหุ้นต่างประเทศ ควรเน้นประเทศที่มีการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจสูง และมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยประเทศแรกคือ “สหรัฐ” ที่ทั้งนโยบายการเงินและการคลังต่างก็ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษบกิจและการลงทุน อย่างร่างกฎหมาย“วันบิ๊กบิ้วตี้ฟูล บิล”(One Big Beautiful Bill) ที่จะลดภาษีอุดหนุนภาคประชาชนส่งเสริมการบริโภค และในส่วนของภาษีธุรกิจ โดยหุ้นกลุ่ม“เจ็ดนางฟ้า”ยังคงเติบโตโดดเด่น
อีกด้านหนึ่งประเทศในตลาดเกิดใหม่อย่าง “อินเดีย” ยังคงชู “เมคอินอินเดีย” ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ยังได้มาตรการภาครัฐเข้าส่งเสริมกลุ่มสินค้าคงทน ผ่านการลดต้นทุนธุรกิจ ปีนี้คาดว่ากำไร บจ.อาจโตได้ถึง17%รวมถึงมีการกระตุ้นบริโภคต่อเนื่องทำให้ภาพเศรษฐกิจในอนาคตมีการขยายตัวที่แข็งแกร่ง
ประเทศสุดท้ายได้แก่ “เวียดนาม” ซึ่งมีการเติบโตของจีดีพีที่โดดเด่นถึง 8% ในปีที่ผ่านมา จากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ยังดึงดูดการลงทุนเนื่องจากประชากรวัยแรงงานมีมากและค่าแรงต่ำ นอกจากนี้ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังจะเข้าสู่จะเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดเวียดนามมากขึ้น กว่า7ล้านเหรียญสหรัฐ อี/พีราว 7-12 เท่า
ด้านธีมการลงทุนเน้นสามธีมโดดเด่นอย่าง “เอไอ การแพทย์ และสาธารณูปโภค” เนื่องจากในปีที่ผ่านมาผู้ใช้งานเอไอเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำเงินสะพัด 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ราคาหุ้นเทียบพื้นฐานยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมองว่ามีโอกาสน้อยที่ฟองสบู่เอไอจะแตกเนื่องจากในปัจจุบันค่าพีอียังคงเติบโตใกล้เคียงค่าเฉลี่ยต่างจากวิกฤติดอตคอมที่โตแรงเกือบสามเท่า และสัดส่วนเงินลงทุนเทียบกับกระแสเงินสดยังถือว่าปลอดภัย
ขณะที่อุตสาหกรรมการแพทย์ บริษัทยาหันมาใช้เอไอวิจัยและผลิตยา ทำให้มีโอกาสสำเร็จสูงขึ้นและยารุ่นใหม่ออกมาสู่ท้องตลาดเร็วขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสำหรับสาธาณูปโภคได้อานิสงส์จากดีมานด์ของเอไอเช่นเดียวกัน เนื่องจากการใช้พลังงานที่มากขึ้นจะเร่งการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจและภาครัฐ โดยหากยิ่งมีการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ก็จะทำให้ส่วนต่างกำไรบริษัทสูงขึ้นตาม
นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำยังคงมีความจำเป็นบอนด์ระยะสั้นของสหรัฐมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการการเงินธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟดนอกจากนี้ยังมีโอกาสผิดนัดชำระที่สิ้นปีต่ำ ด้านทองคำยังไปต่อได้ในปีนี้ เนื่องจากยอดการซื้อทองของธนาคารกลางแต่ละประเทศขยายตัวต่อเนื่อง และราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น







