วิกฤตเวเนซุเอลาหลังสหรัฐฯ บุกจับผู้นำ Bloomberg ชี้น้ำมันขยับสั้น แต่ระยะยาวเสี่ยงขาลง

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศและจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรแห่งเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมัน ในระยะสั้น Bloomberg คาดราคาน้ำมันดิบจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย 1-2 เหรียญฯ เนื่องจากกำลังการผลิตของเวเนซุเอลาอยู่ในระดับต่ำมาก
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศและจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรแห่งเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมัน
- ในระยะสั้น Bloomberg คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย (1-2 เหรียญฯ) เนื่องจากกำลังการผลิตของเวเนซุเอลาอยู่ในระดับต่ำมาก (ไม่ถึง 1% ของโลก) จึงไม่กระทบอุปทานโดยรวม
- ในระยะยาว ราคาน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ความเสี่ยงขาลงในระยะยาวเกิดจากแผนการที่บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะเข้าไปฟื้นฟูกำลังการผลิตของเวเนซุเอลาให้กลับสู่ระดับสูงในอดีต ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกลดลงได้ถึง 4%
- นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจนำปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา (ซึ่งมีมากที่สุดในโลก) กลับเข้าสู่ตลาด ซึ่งจะเพิ่มอุปทานและกดดันราคาน้ำมันให้ลดต่ำลง
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หลังจากที่ MADURO ผู้นำเวเนซูเอลา ถูกจับกุมและถูกนำตัวออกจากประเทศ หลังจากการโจมตีทางอากาศในคืนวันที่ 3 ม.ค.69 ใช้เวลาราว 2 ชม. โดยการโจมตีส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกรุง CARACAS ตามมาด้วย MIRANDA, ARAGUA, และ LA GUAIRA ซึ่งต้องติดตามผลการตัดสินของศาลในสหรัฐฯวันนี้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร แต่ ณ ปัจจุบันที่เกิดความไม่สงบกับประเทศเวเนซูเอลา จะส่งผลกระทบต่อทิศทางน้ำมันดิบทั้งระยะสั้น และระยะยาวอย่างไร
โดยระยะสั้น ผู้เชี่ยวชาญจาก BLOOMBERG คาดน้ำมันดิบ BRENT อาจปรับขึ้นเพียง 1-2 เหรียญฯ เท่านั้นในสัปดาห์นี้เนื่องจาก เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของโลก) หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.3% ของกลุ่ม OPEC เท่านั้น และยังสามารถส่งออกได้เพียง 5 แสนบาร์เรล/วัน จึงไม่น่าจะกระทบต่อฝั่ง SUPPLY น้ำมันดิบมากนัก เสริมแรงด้วยสหรัฐฯ ผลิตน้ำมันได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (13.8 ล้านบาร์เรล/วัน) รวมถึงกลุ่ม OPEC+ กลับมาเพิ่มกำลังการผลิต ยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า SUPPLY น้ำมันดิบจะไม่หายไป
ระยะยาว : ทาง TRUMP ระบุว่าบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะเข้าไปซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายไปของประเทศเวเนซูเอลาซึ่งหากเวเนซุเอลาสามารถฟื้นกำลังการผลิตกลับมาที่ระดับเดิมในอดีตก่อนเกิดวิกฤตในปี 2019 (2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) จากปัจจุบันที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาร์เรล อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงได้ถึง 4% (หากทำสำเร็จ) เสริมแรง ด้วยเวเนซูเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว (RECOVERABLE OIL RESERVES)
มากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนสูงถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งทางสหรัฐฯ อาจนำปริมาณ RESERVE กลับเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งทำให้ SUPPLY เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ และกดดันราคาน้ำมันดิบตามกลไก







