บล.กสิกรไทย คาดบุกเวเนซุเอลา สะเทือนถึง ‘หุ้นไทย’ สัปดาห์แรก

บล.กสิกรไทย คาดสหรัฐบุกเวเนซุเอลา กระทบ “หุ้นไทย”ระยะสั้น คาดสัปดาห์แรกปี69 แกว่งที่1,250-1,280จุด เตือนระวังแรงขาย “กลุ่มน้ำมัน” ส่วนราคาน้ำระยะยาวมองเป็น “ลบ”
KEY
POINTS
- บล.กสิกรไทยคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ในเวเนซุเอลาจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์แรก โดยประเมินกรอบดัชนี SET อยู่ที่ 1,250-1,280 จุด
- เตือนให้ระมัดระวังแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากมีความกังวลว่าอุปทานน้ำมันดิบโลกอาจเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว ซึ่งจะกดดันราคาน้ำมัน
- ราคาน้ำมันดิบอาจปรับขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้นจากสถานการณ์ความไม่สงบ แต่แนวโน้มระยะยาวเป็นลบหากกำลังการผลิตจากเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้น
- แนะนำกลยุทธ์ลงทุนให้เก็งกำไรในหุ้น TASCO และลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น GULF เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน
ความตึงเครียดระหว่าง “สหรัฐและเวเนซุเอลา” กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดโลกอีกครั้ง หลังถูกจับตาว่าอาจส่งผลต่อทิศทาง ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และบรรยากาศการลงทุนใน “ตลาดหุ้นทั่วโลก” แม้ภาพรวมตลาดโลกและเอเชียยังไม่ถูกมองว่า “เสียหายรุนแรง” แต่สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะภายในประเทศที่ทำให้ “การฟื้นตัวยังจำกัด”
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจ ว่า ประเมินกรอบ SET ในสัปดาห์แรกของปี2569 ที่1,250-1,280จุด ระมัดระวังแรงขายกลุ่มพลังงานจากความกังวลเรื่องการผลิตน้ำมันจากเวเนซุเอลา แนะเก็งกำไร TASCO และกลุ่ม Defensive อย่าง GULF
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐบุกจัมกุม Nicolas Maduro ผู้นำเวเนซุเอลา ในขณะที่ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐจะเข้าบริหารประเทศในช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจ โดยเบื้องต้นคาดผลกระทบโดยรวมจำกัดต่อ “ตลาดหุ้นไทย” (SET index) และหากอิงจากสถิติย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2546 พบว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ผลตอบแทน SET ในช่วง 1-30 วันแรกจำกัดในกรอบ -1.5%
โดยในครั้งนี้แนะให้ติดตามว่า สหรัฐจะบริหารจัดการ Reserve น้ำมันของเวเนซึ่งสูงที่สุดในโลกถึง 3.0 แสนล้านบาร์เรล ออกมาอย่างไร ซึ่งหากอิงจากข้อมูลในอดีตอย่าง Iraq, Afghanistan และอื่น ๆ พบว่าไม่ง่าย เนื่องจากใช้เม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าในครั้งนี้ได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนโดยแบบจำลอง พบว่าทุกๆ 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% (ซึ่งหากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% คาดส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4%) จากปัจจุบันเวเนซุเอล่าผลิตน้ำมัน 8.0แสนบาร์เรลต่อวัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่งนึง)
ระยะสั้นราคาน้ำขยับ แต่ระยะยาวมองเป็น “ลบ”
ดังนั้น ทิศทางราคาน้ำมันดิบ มองว่า “ระยะสั้น” อาจเห็นการ “ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย” จาก sentiment สงคราม แต่มีมุมมองเป็นลบอ่อน ๆ ต่อกลุ่มพลังงาน จากคาดการว่าอุปทานน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว
โดยปัจจุบันเราใช้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบปี 2569 ที่ 65.0 ดอลลาร์ บนสถานะ Over supply ประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากสถานะส่วนเกินปรับขึ้นเป็น 2.6-3.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลงไปบริเวณ 58-60 ดอลลาร์ โดยทุก ๆ 5 ดอลลาร์ น้ำมันดิบ ส่งผลต่อ downside ต่อ SET_EPS ประมาณ 1จุด +/- (จากประมาณปัจจุบันของเราที่ 90.5)
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกของเดือนมักจะมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญเตรียมรายงานออกมาโดยเฉพาะในฝั่งของต่างประเทศเช่นสหรัฐจะมีรายงานทั้งในส่วนของดัชนีภาคการผลิตและตัวเลขตลาดแรงงานสำหรับเดือน ธ.ค. เช่น ดัชนี ISM ภาคการผลิตมีกำหนดรายงานในช่วงข้ามคืนวันจันทร์ โดยตลาดคาดจะขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 48.2 จุด ในเดือนก่อนหน้า เป็น 48.4 จุด รวมไปถึง
การรายงานตัวเลขงานที่เปิดรับสมัครจะมีการประกาศในช่วงข้ามคืนวันพุธ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและอัตราการว่างงานในช่วงข้ามคืนวันศุกร์ แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรอาจชะลอตัวลงจาก 64,000 ตำแหน่ง ในเดือนก่อนหน้า เหลือ 53,000 ตำแหน่ง แต่เนื่องจากข้อมูลการจ้างงานนอกภาคการเกษตรมักมีการทบทวนและปรับในภายหลัง ทำให้เชื่อว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับตัวเลขอัตราการว่างงานและตัวเลขงานที่เปิดรับสมัครมากกว่า อย่างไรก็ดี ตลาดมองบวกสำหรับทั้งสองตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงาน โดยคาดเห็นอัตราการว่างงานลดลงจาก 4.6% เป็น 4.5% และตัวเลขงานที่เปิดรับสมัครเพิ่มขึ้นจาก 7.67 ล้านตำแหน่ง เป็น 7.71 ล้านตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อจีนที่มีกำหนดเผยแพร่ในช่วงวันศุกร์เช้า ตลาดคาดจะชะลอตัวลงจาก 0.7% YoY ในเดือนก่อนหน้าเหลือ 0.6% YoY หากออกมาตามคาดก็ถือว่ายังดีกว่าในช่วงก่อนหน้าที่ตัวเลขติดลบต่อเนื่องจนตลาดกังวลเรื่องเงินฝืด ขณะที่ในฝั่งของไทยก็มีกำหนดรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสำหรับเดือน ธ.ค. ตลาดคาดติดลบต่อ แต่ลดลงเหลือ -0.30% YoY จาก -0.49% YoY ในเดือนก่อนหน้า ประเด็นความเสี่ยงเรื่องเงินฝืดถือเริ่มเป็นที่น่ากังวลมากขึ้นสำหรับประเทศไทยเนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศบนโลกแล้วที่อัตราเงินเฟ้อติดลบ







