น้ำมันเสี่ยงล้นตลาด! หลังสหรัฐคุมเวเนซุเอลา โบรกชี้หุ้นไทยมี Downside คาด TASCO รับอานิสงส์

น้ำมันเสี่ยงล้นตลาด! หลังสหรัฐคุมเวเนซุเอลา โบรกชี้หุ้นไทยมี Downside คาด TASCO รับอานิสงส์

โบรกเกอร์มองว่าอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกดดันราคาน้ำมันดิบในระยะกลางถึงยาว ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและอาจส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย มี Downside ด้าน หุ้น TASCO คาดว่าจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากมีโอกาสกลับไปนำเข้าน้ำมันดิบราคาถูกจากเวเนซุเอลาได้อีกครั้งหากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ

KEY

POINTS

  • การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมเวเนซุเอลาอาจทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้อุปทานน้ำมันล้นตลาดโลก
  • โบรกเกอร์มองว่าอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกดดันราคาน้ำมันดิบในระยะกลางถึงยาว ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและอาจส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) มี Downside
  • หุ้น TASCO คาดว่าจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากมีโอกาสกลับไปนำเข้าน้ำมันดิบราคาถูกจากเวเนซุเอลาได้อีกครั้งหากสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์การเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลากลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดจับตาอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองในเวเนซุเอลา ส่งผลให้นักลงทุนหันมาประเมินผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันและตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป และส่งผลต่อกลุ่มหุ้นพลังงาน รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบโดยตรง

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐบุกจัมกุม Nicolas Maduro ผู้นำเวเนซุเอลา ในขณะที่ Trump ประกาศว่าสหรัฐจะเข้าบริหารประเทศในช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจ

ปัจจุบันเวเนซุเอล่าผลิตน้ำมัน 8.0 แสนบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่งนึง) เบื้องต้นนวค.คาดว่าหากสหรัฐเข้าควบคุมการผลิต จะสามารถทยอยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 1.5 แสน-1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันได้ ซึ่ง Trump ได้แถลงว่าจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ในสหรัฐเข้ามาจัดการกระบวนการดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งในอดีต Exxon, ConocoPhillips เคยบริหารจัดการ ในขณะที่ปัจจุบัน Chevron ได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ทิศทางราคาน้ำมันดิบระยะสั้นอาจเห็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก sentiment สงคราม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องตามต่อคือสหรัฐจะบริหารจัดการ Reserve น้ำมันของเวเนซึ่งสูงที่สุดในโลกถึง 3.0แสนล้านบาร์เรลออกมาอย่างไร? ซึ่งหากอิงจากข้อมูลในอดีตอย่าง Iraq, Afghanistan และอื่นๆพบว่าไม่ง่าย เนื่องจากใช้เม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าในครั้งนี้ได้

โดยแบบจำลอง Bloomberg พบว่าทุกๆ 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% ซึ่งหากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% คาดส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4%

อย่างไรก็ตาม มองเป็นลบอ่อนๆต่อกลุ่มพลังงาน จากคาดการว่าอุปทานน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว โดยปัจจุบันเราใช้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบปี 2026 ที่ 65.0เหรียญ บนสถานะ Over supply ประมาณ 1.2 ล้านเหรียญ ซึ่งหากสถานะส่วนเกินปรับขึ้นเป็น 2.6-3.0ล้านเหรียญ ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลงไปบริเวณ 58-60เหรียญ

โดยทุกๆ 5เหรียญน้ำมันดิบ ส่งผลต่อ downside ต่อ SET_EPS ประมาณ 1จุด +/- (จากประมาณปัจจุบันของเราที่ 90.5) และหากอิงจากสถิติย้อนหลังของสงคราม (2003-2025) พบว่า SET ติดลบประมาณ 1.4% ในช่วงหนึ่งเดือน

ขณะที่ มองเป็นบวกต่อ TASCO เนื่องจาก มีความเป็นไปได้ที่เพิ่มที่น้ำมันดิบชนิดหนักจะมีเพิ่มขึ้นหากสหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมประเทศเวเนซุเอลาและหากยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อาจทำให้ TASCO สามารถกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอีกครั้ง คาดว่าจะทำให้ยอดขายของ TASCO ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะสามารถกินส่วนแบ่งการตลาดจากยางมะตอยน้ำมันดิบทางเลือกได้

โดยในช่วงก่อนการแทรกแซงน้ำมันดิบเวเนซูเอาลาปี 2020 ยอดขาย TASCO อยู่ที่ระดับ 2 ล้านตันต่อปี เทียบกับระดับปัจจุบันที่ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากน้ำมันเวเนซูเอลามีราคาที่ถูกกว่า 10-30% ของน้ำมันทางเลือก ทำให้กำไรปกติอยู่ที่ระดับ 2-3 พันล้านบาทต่อปี เทียบกับปัจจุบันที่ 1.5 พันล้านบาทต่อปี