ปมร้อน! สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา เขย่าราคาน้ำมันโลก โบรกคาด กระทบหุ้นภูมิภาคเอเชียจำกัด

ปมร้อน! สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา เขย่าราคาน้ำมันโลก โบรกคาด กระทบหุ้นภูมิภาคเอเชียจำกัด

นักวิเคราะห์ ประเมินความตึงเครียดสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบราคาน้ำมันและตลาดหุ้นโลกในวงจำกัด มองสถานการณ์ไม่น่ายืดเยื้อ ชี้โอเปกเป็นตัวแปรสำคัญ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียยังทรงตัวดี ส่วนหุ้นไทยยังถูกกดดันหลักจากปัจจัยการเมืองในประเทศมากกว่าความเสี่ยงต่างประเทศ

KEY

POINTS

  • โบรกเกอร์ประเมินว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลาจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดหุ้นโลกในวงจำกัดและไม่น่าจะยืดเยื้อ เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง
  • ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นหากจีนไม่สามารถซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ตามปกติ และต้องหันไปซื้อจากตลาดโลก ซึ่งจะเพิ่มอุปสงค์ในตลาด
  • การประชุมของกลุ่มโอเปกในเร็วๆ นี้จะเป็นตัวแปรสำคัญ โดยหากมีการคงกำลังการผลิต ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้น แต่หากเพิ่มกำลังการผลิตก็จะช่วยลดผลกระทบได้
  • ผลกระทบต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียคาดว่าจะมีจำกัด โดยภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังคงมีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า
  • สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้การฟื้นตัวมีจำกัด มากกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและเวเนซุเอลากลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดโลกอีกครั้ง หลังถูกจับตาว่าอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ภาพรวมตลาดโลกและเอเชียยังไม่ถูกมองว่าเสียหายรุนแรง แต่ทว่าสำหรับตลาดหุ้นไทย ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะภายในประเทศที่ทำให้การฟื้นตัวยังจำกัด

เกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐ-เวเนซุเอลา โดยประเมินว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นโลกและราคาน้ำมันจะอยู่ในวงจำกัดและไม่น่าจะยืดเยื้อ เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง และอุปทานน้ำมันยังคงอยู่

สำหรับผลกระทบต่อราคาน้ำมันยังประเมินได้ยาก เนื่องจากเวเนซุเอลาถูกคว่ำบาตรมาเป็นเวลานานแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามหากจีนไม่สามารถซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ตามปกติ และจำเป็นต้องหันไปซื้อจากตลาดโลก อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการประชุมของกลุ่มโอเปกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ว่า จะมีมติคงกำลังการผลิตในไตรมาสแรกของปีนี้หรือไม่ หากคงกำลังการผลิตควบคู่กับอุปสงค์จากจีนที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้น แต่ทว่าหากโอเปกเลือกเพิ่มกำลังการผลิตก็อาจช่วยหักล้างผลกระทบดังกล่าวได้ โดยมองว่า ตลาดไม่น่าจะตื่นตระหนกมากนัก

ขณะที่ในส่วนของทิศทางตลาดหุ้นโลก มองว่าภาพรวมยังไม่เป็นลบ และมีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยหลายตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 20-30% ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวได้จำกัด เนื่องจากถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดยังขาดแรงหนุนที่ชัดเจน

"ตลาดหุ้นโลกบางแห่งก็เริ่มเปิดแล้วเมื่อวันที่ 2 ม.ค.2569 ตลาดหุ้นก็บวกขึ้นมาพอสมควร ซึ่งตลาดหุ้นโลก็ไม่ได้ Negative สักเท่าไหร่ เนื่องจากมีโมเมนตัมมาจากปีที่แล้ว ที่ตลาดบวกขึ้นมากว่า 30% เป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะฉะนั้นโมเมนตัมยังส่งมาถึงปัจจุบันอยู่ แต่ทว่ายังคงต้องรอดูอีกสักพักหนึ่งว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการชะลอลงหรือไม่ แต่ของไทยอาจจะยังไม่ค่อยไปไหนอยู่ เพราะยังมีเรื่องการเมืองอยู่"

สำหรับแรงจูงใจของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลามองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการควบคุมเงินเฟ้อโดยตรง แต่มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.การดึงคะแนนเสียง เพื่อเสริมความนิยมของรัฐบาล 2.เพื่อต้องการปราบปรามยาเสพติด โดยสหรัฐฯ มองว่าเวเนซุเอลาเป็นแหล่งผลิตโคเคนที่สำคัญ และ 3.ผลประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการเปิดทางให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เข้าไปสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในเวเนซุเอลา

"คำแนะนำต่อนักลงทุนมองว่า สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้นและจบเร็ว โดยผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียมีจำกัด หากเกิดความขัดแย้งจริงก็คาดว่าจะยุติลงอย่างรวดเร็ว และไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อตลาดการเงินโลก ทั้งนี้นักลงทุนควรให้น้ำหนักกับการติดตามปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิดในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป"