วอลล์สตรีทปิดลบรับสิ้นปี แต่ทั้งปี 2025 โตแกร่ง S&P 500 ปีนี้บวกแรง16.39%

ไม่มี Santa Rally หุ้นสหรัฐปิดลบรับสิ้นปี แต่ภาพรวมทั้งปี 2025 ยังสดใสและบวกเป็นปีที่สามติดต่อกัน S&P 500 โต 16.39% Nasdaq พุ่งกว่า 20% แรงหนุนหลักจากหุ้น AI ท่ามกลางความผันผวนด้านภาษีและดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดวันที่ 31 ธ.ค. ปรับตัวลดลงในการซื้อขายวันสุดท้ายของปี 2025 แต่ยังคงทำผลตอบแทนทั้งปีได้อย่างโดดเด่น หลังเผชิญปีที่ผันผวนจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษี และกระแสความคึกคักของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลดลง 303.77 จุด หรือ -0.63% ปิดที่ 48,063.29 จุด
- ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 50.74 จุด หรือ -0.74% ปิดที่ 6,845.50 จุด
- ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 177.09 จุด หรือ -0.76% ปิดที่ 23,241.99 จุด
ในการซื้อขายวันสุดท้าย หุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงแรง โดยหุ้น Microsoft ซึ่งมีน้ำหนักสูงในกลุ่มเทคโนโลยี ปรับลดลง 0.8% ขณะที่ EQT Corp ลดลง 1.9%
การปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ของวอลล์สตรีท สวนทางกับความคาดหวัง “Santa Claus rally” ซึ่งตามสถิติแล้ว S&P 500 มักจะปรับขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคม และ 2 วันแรกของเดือนมกราคม ตามข้อมูลจาก Stock Trader’s Almanac
ปี 2025 หุ้นสหรัฐโตแกร่งทำสถิติใหม่
อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P 500, Dow Jones และ Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลักในปีนี้ และนับเป็น "ปีที่สามติดต่อกันที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก" หลังจากที่ตลาดเคยบวกสามปีติดต่อกันครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019-2021 โดยแรงหนุนสำคัญมาจากความต้องการลงทุนในหุ้น AI อย่างร้อนแรง จนผลักดันให้ดัชนีทั้งสาม "ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์" ในปีนี้
เดือนธ.ค. นี้ ดัชนีดาวโจนส์ยังปรับขึ้นรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2017-2018 ขณะที่ S&P 500 ก็เกือบจะทำสถิติเดียวกัน แต่ก่อนปิดตลาดเล็กน้อยดัชนีได้พลิกมาปิดลบ ทำให้เดือนธันวาคมจบลงด้วยการขาดทุนรายเดือน
จูเซปเป เซ็ตเต ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท Reflexivity กล่าวว่า เขาไม่คาดว่าการเคลื่อนไหวในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายของปีจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานในปีถัดไป และในตลาดขาขึ้นนั้น เป็นเรื่องปกติที่จะมีช่วงของการปรับฐาน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพคล่องเบาบาง ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการขายทำกำไร
ทั้งนี้ วอลล์สตรีทฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากจุดต่ำสุดในเดือนเม.ย. หลังมาตรการภาษีในวันปลดแอก “Liberation Day” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนความปั่นป่วนในตลาดการเงินโลก ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้นสหรัฐ และสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตจากความไม่ชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ย แต่ตลาดทยอยฟื้นตัวหลังจากนั้นมา
ตลอดทั้งปี ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 16.39%, Nasdaq เพิ่มขึ้น 20.36%, และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 12.97% ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 เพิ่มขึ้น 11.26%
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนรายปีของ S&P 500 ยังตามหลังดัชนีหุ้นในบางภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น) ซึ่งพุ่งขึ้นเกือบ 27% ในปีนี้ จากการที่นักลงทุนกระจายการลงทุนมากขึ้น
Nvidia ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ซึ่งราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 39% นับตั้งแต่ต้นปี เป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากกระแส AI โดยกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนรายแรกที่มีมูลค่าตลาดแตะระดับ "5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ"
ขณะที่กลุ่มสื่อสารเป็นกลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในดัชนี S&P 500 ตลอดทั้งปี โดยได้แรงหนุนจากราคาหุ้น Alphabet ที่พุ่งขึ้นถึง 65%
ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ เช่น Micron Technology, Western Digital และ Seagate ทำผลงานดีกว่าหุ้นอื่นใน S&P 500 โดยมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าในปี 2025
ในทางกลับกัน FMC Corp และ Fiserv เป็นหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในปีนี้ โดยร่วงลง 71.5% และ 67% ตามลำดับ
ทิศทางปีใหม่ 2026 ยังสดใส
จิทาเนีย กันธารี รองประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของกลุ่มโซลูชันและสินทรัพย์ผสมของ Morgan Stanley Investment Management คาดว่าการกระจายตัวของผลการดำเนินงานจะชัดเจนยิ่งขึ้นในปี 2026 ทั้งในตลาดสหรัฐและตลาดต่างประเทศ
ยุคของการที่มีหุ้นชนะเพียงไม่กี่ตัว กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้นและกระจายตัวทั่วโลกมากขึ้น และมองว่า S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (equal-weighted) ดูน่าสนใจกว่าดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (cap-weighted)
ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในปี 2026 หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดและความคาดหวังต่อประธานเฟดคนใหม่ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย ทำให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม







