‘ซีอีโอ-บจ.’ เร่งซื้อหุ้นคืนสูงสุด ในรอบ 15 ปี หวังดึง ‘ความเชื่อมั่น-พยุงเสถียรภาพ’

‘ซีอีโอ-บจ.’ เร่งซื้อหุ้นคืนสูงสุด ในรอบ 15 ปี หวังดึง ‘ความเชื่อมั่น-พยุงเสถียรภาพ’

‘ซีอีโอ-บจ.’เร่งซื้อหุ้นคืนสูงสุด ในรอบ 15 ปี หวังดึง ‘ความเชื่อมั่น-พยุงเสถียรภาพ’ “บล.กสิกรไทย” มองปี 69 แนวโน้ม “ซื้อหุ้นคืน” มีโอกาสเติบโตต่อ หนุน “อาร์โออี” ฟื้น

ท่ามกลางภาวะ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ซบเซาต่อเนื่องหลายปี ปรากฏการณ์ “บริษัทจดทะเบียน” (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย เร่งประกาศ “ซื้อหุ้นคืน” รวมถึงการที่ “ผู้บริหาร” และ “ซีอีโอ” ทยอยเข้าซื้อหุ้นบริษัทของตนเองเช่นกัน กำลังกลายเป็น “สัญญาณสำคัญ” ที่นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเหล่า “นักวิเคราะห์” มีมุมมองว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อน “ความเชื่อมั่น” ของผู้บริหารต่อ “มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ” ขณะเดียวกันก็หวัง “ช่วยพยุงเสถียรภาพ” ของตลาดหุ้นในระยะสั้น

‘ซีอีโอ-บจ.’ เร่งซื้อหุ้นคืนสูงสุด ในรอบ 15 ปี หวังดึง ‘ความเชื่อมั่น-พยุงเสถียรภาพ’

“กรุงเทพธุรกิจ” สำรวจข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าในช่วงเดือนธ.ค 2568 มีบรรดา “ซีอีโอ บจ.” ต่างพาเหรด “ซื้อหุ้นบริษัทตัวเอง” อาทิ “ศุภชัย เจียรวนนท์”

 

ประกาศซื้อหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จำนวน  20,000 หุ้น ราคา 43.12 บาท  มูลค่า 862,400 บาท

และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จำนวน 20,000 หุ้น ราคาหุ้น 20.36 บาท มูลค่า 407,200 บาท 

“นวลพรรณ ล่ำซำ” ประกาศซื้อหุ้น บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI จำนวน 251,800 หุ้น ช่วงราคา 15.55-15.58 บาท มูลค่า 3.9 ล้านบาท “วันดี กุญชรยาคง” ประกาศซื้อหุ้นคืน บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG จำนวน 95 ล้านหุ้น ราคาหุ้น 13.90 บาท มูลค่า  1,258 ล้านบาท 

“จรีพร จารุกรสกุล” ประกาศซื้อหุ้นคืน บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA จำนวน 11 ล้านหุ้น ราคาหุ้น 3.26,3.21 บาท มูลค่า 35.51 ล้านบาท “นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์” ประกาศซื้อหุ้นคืน บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE จำนวน 1.38 ล้านหุ้น ราคาหุ้น 6.35-6.40 บาท มูลค่า 8.75 ล้านบาท และ “พิธาน องค์โฆษิต” ประกาศซื้อหุ้นคืน บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE จำนวน 1.91 ล้านหุ้น ราคาหุ้น 21.40-21.59 บาท มูลค่า 43.18 ล้านบาท

“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากภาวะ “ราคาหุ้น” ที่ปรับตัวลงแรง ทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) จำนวนมากเร่งประกาศ “โครงการซื้อหุ้นคืน” โดยปี 2568 ถือเป็นปีที่มี “ยอดซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี” นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว 

ทั้งนี้ วงเงินที่บริษัทจดทะเบียนประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท ขณะที่วงเงินซื้อหุ้นคืนจริงอยู่ที่ราว 35,000-40,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับ New High ทั้งในแง่ของมูลค่าโครงการและเม็ดเงินที่มีการซื้อจริง

“แนวโน้มการซื้อหุ้นคืนยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ การปรับปรุงกฎเกณฑ์ใหม่ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเปิดทางให้บริษัทสามารถเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องรอระยะเวลา 6 เดือน หลังจากสิ้นสุดโครงการก่อนหน้าเหมือนในอดีตการปลดล็อกดังกล่าวจะช่วยให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนช่วยพยุงเสถียรภาพของดัชนีหุ้นไทยอีกทาง”

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่า “การซื้อหุ้นคืน” และ “การจ่ายเงินปันผลพิเศษ” ในปริมาณมาก ๆ อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มอัปไซด์ของดัชนีฯ โดยตรง แต่จะมีบทบาทสำคัญใน “การยกระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน” โดยหลังจาก “อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” (ROE) ของตลาดแตะระดับต่ำสุดราว 7% ในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 8.5-9% ภายในระยะเวลา 2 ปี หากกระแสการซื้อหุ้นคืนและปันผลพิเศษยังคงดำเนินต่อเนื่อง 

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กรณีที่ผู้บริหาร หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เข้าซื้อหุ้นของบริษัทในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงหนัก ๆ ถือเป็นการ “ส่งสัญญาณเชิงบวก” ต่อ “ความเชื่อมั่น” ของผู้บริหารที่มีต่อแนวโน้มและอนาคตของกิจการตนเอง สะท้อนมุมมองว่าผลประกอบการ หรือสถานการณ์ของบริษัทมีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อหุ้นของผู้บริหารถือเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น นักลงทุนยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจควบคู่กัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหรือไม่

ทั้งนี้ หากเป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงอุตสาหกรรมขาลง แม้ว่าผู้บริหารจะเข้าซื้อหุ้นก็อาจไม่สามารถช่วยเปลี่ยนทิศทางราคาหุ้นในภาพใหญ่ได้ หากแนวโน้มปัจจัยพื้นฐานยังคงอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง

“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ กล่าวว่า ปี 2568 เกิดปรากฏการณ์บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศซื้อหุ้นคืนในระดับ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” สะท้อนภาพของความพยายามพยุง “ราคาหุ้น” และ “สร้างความเชื่อมั่น” ให้กับนักลงทุน ท่ามกลางภาวะของ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ซึมต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

โดยในปี 2568 มีบริษัทประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนแล้วประมาณ 75 บริษัท เพิ่มขึ้นเกือบ “เท่าตัว” จากปีก่อนที่มีเพียง 40 บริษัท ขณะที่วงเงินงบประมาณรวมพุ่งขึ้นแตะ “ระดับ 83,000 ล้านบาท” และยังสูงกว่าช่วง “วิกฤติโควิด-19” ในปี 2563 ที่มีวงเงินรวมประมาณ 78,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดสถิติใหม่มาจากการที่ราคาหุ้นไทยปรับตัวซึมยาวต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริหารมองว่า “ราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม” ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การซื้อหุ้นคืน เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเว้นช่วง 6 เดือนเหมือนในอดีต

“กฎเกณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ยังเปิดทางให้บริษัทไม่จำเป็นต้องเร่งขายหุ้นที่ซื้อคืน หากราคาหุ้นในตลาดยังไม่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดแรงกดดันและไม่ให้การขายหุ้นคืนกลายเป็นปัจจัยลบต่อตลาดในระยะสั้น”

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของหลายบริษัทก็เริ่มเข้าซื้อหุ้นของตนเองมากขึ้น สะท้อนมุมมองว่าราคาหุ้นในตลาดอยู่ในระดับต่ำเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง