‘รายใหญ่’ ลดหุ้นไทยถือเงิดสด ปี 69 ดัชนีฯ ‘ซึมยาว’ ปรับพอร์ตกระจายลงทุน ‘ต่างประเทศ’  

‘รายใหญ่’ ลดหุ้นไทยถือเงิดสด ปี 69 ดัชนีฯ ‘ซึมยาว’ ปรับพอร์ตกระจายลงทุน ‘ต่างประเทศ’  

‘รายใหญ่’ลดหุ้นไทยถือเงิดสด ปี 69 ดัชนีฯ ‘ซึมยาว’ ปรับพอร์ตกระจายลงทุน ‘ต่างประเทศ’ “ดร.นิเวศน์” มองหุ้นไทยไม่ใช่วิกฤติหนักแบบฉับพลัน แต่เป็นลักษณะ “หมดแรง” ไหลลงช้า ๆ 

KEY

POINTS

  • ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้ทยอยลดสัดส่วนหุ้นไทยในพอร์ตเหลือราว 33% พร้อมถือเงินสดในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นโลก
  • ดร.นิเวศน์ มองว่าตลาดหุ้นไทยปี 2569 จะยังคง "ซบเซา" และมีลักษณะ "ซึมยาว" คล้ายช่วง "Lost Decades" ของญี่ปุ่น เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ
  • ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ "เซียนมี่" มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศประมาณ 70% ของพอร์ต โดยเน้นหุ้นจีนเป็นหลัก และคงสัดส่วนหุ้นไทยไว้ที่ 30%
  • อนุรักษ์ บุญแสวง หรือ "โจ ลูกอีสาน" ปรับพอร์ตรับมือตลาดซึมยาว โดยกระจายความเสี่ยงประมาณ 60% ไปยังตลาดหุ้นฮ่องกง และเน้นลงทุนในหุ้นปันผลสูง

ท่ามกลาง “ตลาดหุ้นไทย” ที่ดัชนี SET INDEX อยู่ในภาวะ “ซบเซา” มาหลายปี ขณะที่ “ต่างชาติ” ยังเทขายหุ้นไทยต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุน “รายย่อย-รายใหญ่” ต้องเผชิญ “แรงกดดัน” สะเทือนพอร์ตลงทุน “ไม่เติบโต” เรื่อยไปจนกลายเป็น “ขาดทุน” ดังนั้น ในปี 2569 “นักลงทุนรายใหญ” จำเป็นขยับพอร์ตลงทุนใหม่ ด้วย ลดน้ำหนักหุ้นไทย ถือเงินสดเพิ่ม กระจายพอร์ตลงทุนต่างประเทศ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนเศรษฐกิจไทย หลังหุ้นไทยยังคงอยู่ในหมวดหมดแรงจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง-เศรษฐกิจเติบโตต่ำ-การเมืองไม่นิ่ง”     

‘รายใหญ่’ ลดหุ้นไทยถือเงิดสด ปี 69 ดัชนีฯ ‘ซึมยาว’ ปรับพอร์ตกระจายลงทุน ‘ต่างประเทศ’  

“กรุงเทพธุรกิจ” สอบถามเหล่านักลงทุน “รายใหญ่” ถึงมุมมองทิศทางการลงทุน “ตลาดหุ้นไทย” ในปี 2569 จะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” หลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ตัวเลขจีดีพียังขยายตัวต่ำ

 

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ “วีไอ” ให้มมุมมอง “ตลาดหุ้นไทย” ปี 2569 ว่า ตลาดยังคง “ซบเซา” และสร้าง “ผลตอบแทน” ไม่โดดเด่น ยังไม่เห็นภาพปัจจัยใหม่ ๆ ที่เข้ามาชัดเจนพอที่จะสามารถพลิกตลาดหุ้นไทยเป็น “ขาขึ้น” ได้ในระยะยาว หากมองสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย ณ ปัจจุบัน “ยังไม่ใช่วิกฤติหนักแบบฉับพลัน แต่เป็นลักษณะหมดแรง และไหลลงอย่างช้า ๆ” ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับช่วง “Lost Decades” ของประเทศญี่ปุ่นที่ตลาดซบเซายาวนานกว่า 20 ปี ขณะที่ ประเทศไทยเพิ่งเผชิญสภาวะดังกล่าวราวประมาณ 10 ปีเท่านั้น

ดังนั้น สาเหตุที่ทำให้หุ้นไทย “ขาดพลัง” หลัก ๆ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” จำนวนแรงงานเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ ประสิทธิภาพของกำลังแรงงานไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นมากพอ ส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ระยะยาว

แม้ภาพตลาดจะซบเซา แต่หุ้นไทยหลายตัวยังคงมี “ความน่าสนใจเชิงมูลค่า” โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ หรืออดีตซูเปอร์สต็อกบางตัวที่ปัจจุบันมีค่า P/E อยู่ระดับ 10 เท่ากว่า ๆ ถือว่าอยู่ในระดับไม่แพง อีกทั้ง ยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่าฝากเงินอย่างมีนัยสำคัญ หรือบางบริษัทมี “อัตราปันผล” ถึง 5-7% ต่อปี หากวันหนึ่งตลาดกลับมามีความหวังหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี

หากไทยต้องการเปลี่ยนทิศทางและสร้างเทรนด์ใหม่ให้เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นจำเป็นต้องอาศัยบทบาทนำของรัฐบาลในฐานะ “หัวจักร” ในการขับเคลื่อนประเทศ การฟื้นตัวต้องเป็นการปรับเปลี่ยนแบบรอบด้าน หรือ 360 องศา พร้อมแนวคิดใหม่และนโยบายใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ใช่เพียงการพยายามผลักดัน GDP เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกได้

ขณะที่ พอร์ตลงทุนส่วนตัวได้ทยอย “ลดสัดส่วนหุ้นไทย” จนเหลือแค่ราว 33% ของพอร์ตทั้งหมด พร้อม “ถือเงินสด” ในระดับสูงที่สุดตั้งแต่เคยลงทุนมา และรอจังหวะเข้าลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ตามสัดส่วนที่ตั้งเป้าไว้ แต่ทว่ายังกังวลหุ้นบางกลุ่มที่ปรับขึ้นมามาก เช่น กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ หรือ หุ้น 7 นางฟ้าอาจเริ่มมีลักษณะคล้ายฟองสบู่ และยังคงรอจังหวะที่ตลาดปรับฐานและราคาหุ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลงทุนระยะยาวตามแนวทางนักลงทุนเน้นคุณค่าต่อไป

“ทิวา ชินธาดาพงศ์” หรือ “เซียนมี่” นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มเข้าสู่จุดที่ “ความคาดหวังต่ำมาก” ในทุกมิติ หลังราคาหุ้นปรับตัวลงมาลึก หากมีปัจจัยบวกใด ๆ เข้ามากระตุ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสที่ตลาดจะกลับตัวได้ค่อนข้างเร็ว ความหวังสำคัญอยู่ที่ปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะ “การเลือกตั้ง” และ “จัดตั้งรัฐบาล” หากทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยดึงความสนใจนักลงทุนกลับมาที่หุ้นไทยอีกครั้ง อีกปัจจัยที่ทำให้หุ้นไทยน่าสนใจ Valuation และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับลึกเกินไป หรือให้ผลตอบแทนสูงเกินกว่าความเสี่ยงที่แท้จริงในบางกลุ่ม

ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่มีขนาดเล็กมากเทียบบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น Nvidia เพียงบริษัทเดียวก็มีมูลค่ามากกว่าตลาดหุ้นไทยถึง 7-10 เท่า หรือแม้แต่บริษัทขนาดเล็กในสหรัฐฯ บางแห่งก็ยังใหญ่กว่าตลาดไทย ด้วยขนาดตลาดที่เล็กหากมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาเพียงราว 50,000 ล้านบาท ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนความเชื่อมั่นของตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าตลาดโลกไม่เกิดภาวะถดถอยรุนแรง ซึ่งมองว่าปี 2569 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเป็น “ปีฟื้นตัว”

สำหรับผลตอบแทนการลงทุนในปี 2568 ได้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยส่วนใหญ่มาจากหุ้นจีนที่ถืออยู่ ขณะที่หุ้นไทยได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับนักลงทุนรายอื่น โดยประเมินผลตอบแทนรวมคร่าว ๆ อยู่ที่ประมาณ 10% 

ณ ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนแบ่งเป็นหุ้นไทยประมาณ 30% โดยไม่ได้เพิ่มหรือลดสัดส่วน มีเพียงการนำเงินปันผลกลับมาลงทุนซ้ำ ส่วนอีกประมาณ 70% เป็นหุ้นต่างประเทศ โดยเน้นหุ้นจีนเป็นหลัก และกระจายไปยังตลาดอื่น เช่น สหรัฐฯ และเวียดนาม ในสัดส่วนเล็กน้อย

ในปี 2569 จะยังคงรักษาสัดส่วนหุ้นไทยไว้ในระดับนี้ เนื่องจากยังใช้ชีวิตและใช้จ่ายในไทย อีกทั้ง เป็นตลาดที่เข้าใจดีที่สุด และหุ้นไทยอยู่ในระดับราคาที่ถูก ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหนีออกไป เว้นกรณีที่หุ้นไทยกลับมาแพงมากจริง ๆ

“อนุรักษ์ บุญแสวง” หรือ “โจ ลูกอีสาน” นักลงทุนสไตล์เน้นคุณค่า เปิดเผยว่า มุมมองต่อหุ้นไทยปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่ “สาหัส” สำหรับนักลงทุนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ โดยความเสียหายที่แท้จริงของนักลงทุนรุนแรงกว่าที่ระดับดัชนีสะท้อนออกมา และหากไม่มีมาตรการพยุงตลาด ดัชนีหุ้นไทยอาจปรับตัวลงแรงกว่านี้มาก ส่งผลให้นักลงทุนที่ถือหุ้นไทยต่างรู้สึกเหนื่อยอย่างมาก แม้กระทั่งนักลงทุนมากประสบการณ์ หรือ “เซียนหุ้น” บางรายถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวหรือล่มจมเช่นเดียวกัน

สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 มองภาพรวมไม่ต่างจากปี 2568 มาก โดยประเมินตามความเป็นจริง ไม่ได้มองบวกหรือมองลบเป็นพิเศษ แต่คาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวแบบ “ทรง ๆ” และเป็นปีแห่งการ “ตั้งฐาน” หรือ “ตั้งหลัก”

แม้ปี 2569 มีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้ง หากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น และได้รัฐบาลที่มีแนวทางชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจก็อาจช่วยสร้างความหวังให้ตลาดได้บ้าง หากไม่นับปัจจัยทางการเมืองหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาการทุจริต ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ประชากรสูงวัย กำลังซื้อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง รวมถึงระบบราชการที่ขาดความคล่องตัว

นอกจากนี้ ไทยยังเสียเปรียบการแข่งขันกับต่างชาติชัดเจน ทั้งด้าน E-commerce ที่ถูกจีนครองตลาด เทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ และการผลิตที่แข่งขันด้านค่าแรงกับประเทศอื่น เหลือเพียงการท่องเที่ยวที่พอประคองเศรษฐกิจได้ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน

ด้านกลยุทธ์ลงทุนส่วนตัวปรับพอร์ตมุ่งสู่ “หุ้นปันผล” ประมาณ 40% เพื่อรับมือกับ “ตลาดซึมยาว” เนื่องจากหุ้นปันผลช่วยค้ำราคา ทำให้ราคาหุ้นไม่ปรับลงแรง “หุ้นไทย” จะเน้นหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่ให้ผลตอบแทนปันผลระดับ 8-9% โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนเพียงเพื่อ “ประคองตัว” ที่ประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งถือว่าน่าพอใจแล้วในสภาวะตลาดปัจจุบัน นอกจากนี้ พอร์ตการลงทุนปัจจุบันมีการกระจายความเสี่ยงประมาณ 60% ไปยังในตลาดหุ้นฮ่องกง

ทั้งนี้ พอร์ตหุ้นฮ่องกงมีมากกว่า 80 ตัว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็ก กระจายในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยา ร้านอาหาร และภาคการผลิต โดยกลุ่มที่ให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษคือ Property Management ซึ่งเป็นธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และเก็บค่าส่วนกลาง ไม่ใช่การพัฒนาอสังหาฯ เพื่อขาย ทำให้มีความผันผวนน้อย และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 10% หรือมากกว่า ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่มีอยู่ในพอร์ต