วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘หุ้นค้าปลีก’ ติดหล่มกำลังซื้อหด โบรกคาดปีหน้า ‘ธุรกิจเติบโตจำกัด’ หวังนโยบายรัฐช่วยพยุง  

‘หุ้นค้าปลีก’ ติดหล่มกำลังซื้อหด โบรกคาดปีหน้า ‘ธุรกิจเติบโตจำกัด’ หวังนโยบายรัฐช่วยพยุง  

ธุรกิจ “ค้าปลีกไทย” ยังเผชิญแรงกดดันหนัก สะท้อนจาก “กำลังซื้อ” ในประเทศที่อ่อนแรง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด แม้ราคาหุ้นในกลุ่มจะปรับฐานลงมา จน Valuation อยู่ใน “ระดับต่ำสุด” ในรอบหลายปี แต่เหล่า “นักวิเคราะห์” ต่างมีมุมมองว่า กลุ่มค้าปลีกยัง “ขาดปัจจัยบวก” หนุนการฟื้นตัวในระยะสั้น โดยการเติบโตในปี 2569 ยัง “คงจำกัด” และต้องรอความชัดเจนจากปัจจัยบวกภายในประเทศ รวมถึงการเมืองจะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคว่าจะฟื้นตัวได้จริงหรือไม่

‘หุ้นค้าปลีก’ ติดหล่มกำลังซื้อหด โบรกคาดปีหน้า ‘ธุรกิจเติบโตจำกัด’ หวังนโยบายรัฐช่วยพยุง  

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มค้าปลีกยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังเป็นตัวฉุดสำคัญ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2569 อาจชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6% จากคาดการณ์ 2% ในปี 2568 

ขณะที่ การบริโภค “ภาคเอกชน” มีแนวโน้มลดลงจาก 2.6% เหลือเพียง 1.8% ดังนั้น ส่งผลโดยตรงต่อ “ธุรกิจค้าปลีก” โดยพบว่ายอดขายจะฟื้นตัวเฉพาะช่วงที่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ หรือโครงการกระตุ้นเม็ดเงินแบบเจาะจงในอดีต แต่เมื่อไร้มาตรการสนับสนุน “ยอดขาย” จึงกลับมา “ทรงตัวถึงติดลบ” 

“หุ้นค้าปลีก Valuation ถูกลง ค่า P/E เหลือเพียง 13-15 เท่า ใกล้เคียงดัชนีหุ้นไทย ขณะที่ ปันผลยังอยู่เพียง 3% ต่ำกว่าหลายกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนระดับ 5-6% ทำให้แม้ราคาจะหยุดลง แต่ยังขาดปัจจัยบวกสำหรับการฟื้นในระยะสั้น”

นอกจากนี้ พฤติกรรมใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเม็ดเงินลดลงมากเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกไม่ได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวเทียบเท่าอดีต โดยกลุ่มเดียวที่ยังแข็งแรงคือ “ธุรกิจโรงแรม”

สำหรับ คำแนะนำลงทุนให้นักลงทุนรอจังหวะ และติดตาม “3 ปัจจัยหลัก” จากมาตรการรัฐใหม่ ๆ โดยเฉพาะมาตรการช่วยภาระหนี้ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อกำลังซื้อ รวมถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 และนโยบายปันผลว่าบริษัทค้าปลีกจะปรับเพิ่มจากระดับ 3% เป็น 4-5% เพื่อเพิ่มความน่าสนใจหรือไม่

นายไชยธร ศรีเจริญ นักวิเคราะห์กลุ่มบริการ บล. ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกว่า ปีนี้เป็นปีที่เผชิญแรงกดดันหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าของกลุ่มปรับลดลงมาก โดยค่า P/E ซึ่งเคยซื้อขาย 20-30 เท่า ปรับลงเหลือเพียง 14 เท่า ต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อนความกังวลต่อกำลังซื้อที่อ่อนแอและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นใหญ่ในกลุ่ม เช่น CPALL ปรับตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายเดือน พ.ย. 2568 “ติดลบ” เกือบ 5% ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเซนติเมนของกลุ่มค้าปลีก ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการปรับปรุงบ้านเช่น HMPRO DOHOME และ GLOBAL ยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายแต่การส่งผ่านไปสู่ดอกเบี้ยกู้ยืมรายย่อยยังลดลงไม่มาก ทำให้ผู้ซื้อบ้านใหม่ไม่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อในกลุ่มนี้ชะลอต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงสร้างอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนไป ผู้บริโภคหันไปซื้อคอนโดมากขึ้น โดยคอนโดมักไม่ตกแต่งต่างจากบ้านเดี่ยวที่ต้องซื้อสินค้าปรับปรุงบ้าน ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมของกลุ่มนี้ติดลบยาวตั้งแต่ปลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนตลาดต้องการเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่ามาตรการแบบสั้น

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า แม้ปีนี้รายได้ของกลุ่มค้าปลีกจากนักท่องเที่ยวจะถูกกดดัน โดยเฉลี่ยคิดเป็นประมาณ 5-10% ของรายได้แต่ปีหน้ามองว่านักท่องเที่ยวจะทยอยกลับมา จึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วงกลุ่มค้าปลีก

อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า นักลงทุนควรจับตากลุ่มสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

ส่วนกลุ่มสินค้าราคาสูงหรือพรีเมียม เช่น CRC อาจยังไม่โดดเด่นนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่เอื้อให้ผู้บริโภคจับจ่ายสินค้าในหมวดไม่จำเป็นมากนัก ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าไอทียังเติบโตได้ต่อเนื่องจากความต้องการอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เกิดจากไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยุคใหม่

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนให้นักลงทุนเลือกหุ้นเป็นรายตัว รวมถึงหุ้นรายใหญ่ในกลุ่มสินค้าไอที และค้าส่งขนาดใหญ่ซึ่งยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง ขณะที่หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงคือ HMPRO DOHOME และ GLOBAL เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังซบเซา และกำลังซื้อของผู้บริโภคสินค้าตกแต่งบ้านยังไม่ฟื้นตัว