วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดสถิติหุ้นไทยหลังยุบสภา กดดันเงินต่างชาติไหลออกหมื่นล้านบาท

เปิดสถิติหุ้นไทยหลังยุบสภา กดดันเงินต่างชาติไหลออกหมื่นล้านบาท

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า วันนี้ (12 ธ.ค.2568) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ.2568 เตรียมเดินหน้าเลือกตั้งใหม่ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งวันสุดท้ายที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ไม่เกินวันอังคารที่ 10 ก.พ.2569 (12ธ.ค. + 60 วัน) ทั้งนี้ ตามประเพณีปฏิบัติของไทย การเลือกตั้งทั่วไป มักจะถูกกำหนดให้เป็น “วันอาทิตย์” ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หากไม่มีการเลื่อนหรือยกเลิก อาจเป็นวันที่ 1 ก.พ.69 หรือ 8 ก.พ.2569

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกินไทยอาจเกิดความไม่แน่นอนขึ้นในหลายประเด็น อาทิ การเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2, โครงการ TISA, นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท ตลอดทั้งวัน, MEGA PROJECT ใหม่ๆรวมถึงการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ เป็นต้น ทำให้ไตรมาส 4/68 มีความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายชะงักงันก่อนเลือกตั้งใหม่อาจกดดันความเชื่อมั่น และกรณีที่ GDP GROWTH ไทย โตต่ำกว่า 0.6%YOY มีโอกาสเห็นภาพ TECHNICAL RECESSION ได้ (GDP ติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส)

ส่วนสถิติการยุบสภาในอดีต ต่อค่าเงินบาท ในช่วง 1 เดือนก่อน และ 1 เดือนหลังการยุบสภา โดยค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งก่อนและหลังการยุบสภา มีแนวโน้มอ่อนค่าเล็กน้อย โดยเฉลี่ยทั้งก่อนและหลังการยุบสภา ราว 0.8% และ 0.6% ตามลำดับ อีกทั้งในช่วง 1 เดือนนี้ ค่าเงินบาท แข็งค่ามากกว่า2.0% ยิ่งเป็นแรงส่งให้สามารถดีดตัว หรืออ่อนค่าลงได้บ้าง 

ส่วนสถิติหลังการยุบสภา 1 เดือน ต่อ FLOW ต่างชาติเงินทุนไหลออกเกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังการยุบสภาเกิดขึ้น 5 ครั้ง จาก 6 ครั้ง มีค่าเฉลี่ยไหลออกสุทธิ-10,859 ล้านบาท ส่วนภาพการเคลื่อนไหวของ SET ในอดีตตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ถึง 2566 ผลตอบแทนของ SET หลังยุบสภา 1 เดือนมีค่าเป็นลบแทบทุกครั้ง ยกเว้นครั้งเดียวในปี 2556 ค่าเฉลี่ย : ผลตอบแทน SET หลังยุบสภา 1 เดือน เฉลี่ยติดลบ -6.7%

ทั้งนี้ สถิติในอดีตชี้ให้เห็นว่า การยุบสภามักส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น และทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออก กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ เลือก SCB ปันผลสูงราว 8%, เผชิญแรงขายของกอง LTF น้อย ขณะที่ ERW ค่า P/E ถูกเมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต EARNING CYCLE ดีต่อเนื่อง ส่วน TOPเกิดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในหลาย
พื้นที่, อากาศที่หนาวขึ้น หนุนการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น

สำหรับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2016 – 2025YTD) ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวมกว่า -25,819 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 8.4 แสนล้านบาท) ขายหนัก 3 ปีหลัง(ปี 2023, 2024 และ 2025) ต่างชาติเทขายอย่างหนักต่อเนื่อง (-5,507, - 4,132, -3,256 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ) ส่งผลให้ผลตอบแทนสะสม 10 ปี ของไทยอยู่ที่ -2% ซึ่งสวนทางกับประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิง เช่น ไต้หวัน +238% เวียดนาม +195% ญี่ปุ่น +164% (แม้แต่ประเทศที่ต่างชาติขายเหมือนกัน ตลาดก็ยังบวกได้ แสดงว่าเม็ดเงินในประเทศช่วยเหลือแทน) 

โดยปีนี้ YTD สถาบันขาย -32,581 ล้านบาท สาเหตุหลักที่สถาบัน (กองทุน) ขายหุ้นไทย ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีโดยในอดีตกองทุน LTF (LONG TERM EQUITY FUND) คือเม็ดเงินหลักที่ช่วยพยุงหุ้นไทย เพราะบังคับถือครองระยะยาวเพื่อลดหย่อนภาษี แต่เมื่อ LTF หมดอายุโครงการและเปลี่ยนเป็น SSF/THAIESG ซึ่งเงื่อนไขไม่จูงใจเท่าเดิม

ทั้งนี้ สถานการณ์ตลาดหุ้นไทย เกิดวิกฤตความเชื่อมั่น โดยต่างชาติขายต่อเนื่อง 8 ใน 10 ปี และขายหนักขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนมุมมองว่าตลาดหุ้นไทย "ขาดเสน่ห์" หรือ "ขาด GROWTH STORY" เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และขาดแรงพยุงจากสถาบัน ผ่านการยกเลิก LTF เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินระยะยาวหายไป จึงยากที่จะทำเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นแรงๆ ได้ หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาดึงดูด FUND FLOW