วานนี้ (25 พ.ย.2568) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ร่วมกับ ชมรมวาณิชธนกิจ (Investment Banking : IB) หารือปัญหาและการแก้ไขปัญหาตลาด IPO ไทยที่กำลังซบเซาในปีนี้
หลังจากปี 2565 มูลค่าระดมทุนแตะ 1 แสนล้านบาท มีบริษัทใหม่ 30-40 แห่ง ต่อมาในปี 2566 ลดเหลือ 4 หมื่นล้านบาท และปี 2567 เหลือ 2 หมื่นล้านบาท และล่าสุดปี 2568 เหลือเพียง 1.2 หมื่นล้านบาท มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่เพียง 17 แห่ง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเดิมที่ปีละ 30-40 บริษัท
นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะประธานชมรมวาณิชธนกิจ (IB) เปิดเผยภายหลังการหารือดังกล่าว ว่า ภาวะตลาดทุนไทยปัจจุบันความเชื่อมั่นนักลงทุนได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการขายหุ้น IPO ทันทีในวันแรกการเข้าซื้อขาย (เทรด) โดยผู้ลงทุนบางส่วนที่ไม่ได้เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริงจะเลือกขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวต่ำกว่าราคาจอง และยิ่งตอกย้ำบรรยากาศความไม่มั่นใจในตลาด
“สาเหตุราคาต่ำจองไม่ได้เกิดจากการกำหนดราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะเกิดจากบรรยากาศการลงทุนที่ไม่เอื้ออำนวย และพฤติกรรมของนักลงทุนที่ขาดความเข้าใจหรือเชื่อมั่นในบริษัทอย่างแท้จริง”
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะทำงานมีแนวทางเสนอให้ ปรับเกณฑ์การจัดสรรหุ้น IPO โดยเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรให้กับกลุ่มผู้มีอุปการคุณและบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัท (รวมถึงกรรมการและพนักงาน : RP) จากเดิมไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 40% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย เพื่อสร้างฐานผู้ถือหุ้นที่มีความเชื่อมั่น เข้าใจธุรกิจ และพร้อมถือหุ้นในระยะยาว
“การจัดสรรหุ้น IPO ให้กับผู้ที่มีความสนใจจริง เข้าใจธุรกิจ และเชื่อมั่นในกิจการ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับราคาหุ้นมากกว่าการกระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งมักดึงดูดนักลงทุนที่หวังผลกำไรระยะสั้นโดยไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐาน”
ทั้งนี้ เดิมทีการกำกับดูแลเน้นการกระจายหุ้นให้รายย่อย เนื่องจากกังวลว่าการจัดสรรแบบกระจุกตัวจะทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงเกินจริง โดยหลาย IPO เคยเปิดเทรดที่ราคาสูงกว่าจองถึง 200% หรือชน Ceiling ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สภาพตลาดในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลไก Surveillance ตรวจสอบการซื้อขายผิดปกติอยู่แล้ว จึงควรพิจารณาทบทวนเกณฑ์การจัดสรรใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทตลาดและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
พร้อมกันนี้การประชุมครั้งนี้ มีการหารือประเด็นเกี่ยวกับนักลงทุนสถาบันและบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) ซึ่งบางแห่งได้จัดตั้งกองทุนรวมเพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็ก (SME) โดยทาง FETCO ระบุว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ถึงความเป็นไปได้หรือแนวทางสนับสนุนให้มีการตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก มองว่ากองทุนหรือนักลงทุนสถาบัน จะเข้ามาช่วยหนุนหุ้น IPO ขนาดกลางและเล็กที่แต่เดิมจัดสรรให้รายย่อยเป็นส่วนใหญ่
นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางเฟทโก้จะเป็นเจ้าภาพ หารือก.ล.ต. ในประเด็นที่กล่าวมา และการทบทวนกฎเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ออกหลักทรัพย์และสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเข้ามาระดมทุนมากขึ้น
อยากไรก็ตาม มองว่าการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ IPO ต้องร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำงานเพื่อสร้างความน่าสนใจและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยไว้ต่อไป
นอกจากนี้ กรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) กับบทบาทคนทำ IPO ถูกก.ล.ต. พักความเห็นชอบนั้น อยากจะสื่อสารทำความเข้าใจ ว่า เป็นเรื่องของการกำกับดูแลการทำงานของ FA ไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงต่อหุ้น IPO ที่อยู่ในตลาด
“ก.ล.ต. ลงโทษ FA ที่ทำงานไม่เรียบร้อย ในขณะที่ยื่นคำขออนุญาต ซึ่งคำขออนุญาตเหล่านั้นไม่ถูกอนุญาตออกมา กรณีที่มีปัญหาถูกถอนไฟลิ่งออกไปไม่ได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยฯ จึงไม่ได้หมายความว่า FA นำดีลไม่ดีเข้ามาแล้วถูกลงโทษ เพราะบริษัทที่ไม่มีคุณภาพก็ไม่ได้เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว”





