background-default

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม 2569

Login
Login

‘JKN’ เขย่าตลาดหุ้นรอบใหม่ โบรกคาด ‘แอน-จักรพงษ์’ บินหนีตปท.

‘JKN’ เขย่าตลาดหุ้นรอบใหม่  โบรกคาด ‘แอน-จักรพงษ์’ บินหนีตปท.

กลายเป็นประเด็น “ร้อนแรง” สะเทือน “ตลาดหุ้นไทย” อีกครั้ง หลังเกิดกระแสข่าวสะพัดว่า “แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” อดีตผู้ก่อตั้ังและหุ้นใหญ่ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN เดินทางออกนอกประเทศไปยัง “เม็กซิโก” พร้อมเปลี่ยนร่าง “เงินบาท” มูลค่า 6,000 ล้านบาท กลายเป็น “คริปโทเคอร์เรนซี” ทิ้งปัญหา “หนี้หุ้นกู้” กว่า 3,000 ล้านบาทไว้เบื้องหลัง ยิ่งกดดันแผนฟื้นฟูกิจการ และฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มหุ้นกลาง และเล็กลงอย่างหนัก

‘JKN’ เขย่าตลาดหุ้นรอบใหม่  โบรกคาด ‘แอน-จักรพงษ์’ บินหนีตปท.

สอดรับเหล่า “นักวิเคราะห์” แวดวงการเงินประสานเสียงคาด “อาจจะเป็นไปได้ที่มีการเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว” ท่ามกลางภาระหนี้ และแผนฟื้นฟูกิจการที่ยังไม่คลี่คลาย ประเด็นดังกล่าวเป็นการตอกย้ำ “ซ้ำเติม” ความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทย

“กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่กระแสข่าวว่า “แอน-จักรพงษ์” ไม่ได้อยู่ประเทศแล้ว หากเป็นเรื่องจริงทำให้กลับมาสร้างความสั่นคลอนและความไม่เชื่อมั่นในหุ้นขนาดกลางและเล็กอีกครั้ง

ประเด็นเกี่ยวกับหุ้นกู้มูลค่า 3,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อหุ้นกู้หรือถือหุ้นในจำนวนที่ไม่มาก ควรทำใจ จากเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความชัดเจนแล้ว และชี้ให้เห็นถึงกรณี STARK ซึ่งผู้ที่เสียหายทั้งหุ้นกู้และหุ้นยังคงต้องใช้กระบวนการกฎหมายต้องใช้เวลานานพอสมควร

จากบทเรียนที่เกิดขึ้น สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการคัดเลือกหุ้นนอกเหนือจากการพิจารณากระแสเงินสดและตัวสินค้าแล้ว สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาความยั่งยืนของธุรกิจด้วย ขณะที่หัวใจสำคัญหุ้นขนาดเล็กคือ การวิเคราะห์ตัวผู้บริหารเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัทขนาดเล็กที่เพิ่งเข้าจดทะเบียน

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ “แอน จักรพงษ์” จะไม่อยู่ในประเทศแล้วนั้นอาจเป็นไปได้ ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องแยกแยะประเด็นสำคัญออกจากกัน ระหว่างความรับผิดชอบส่วนตัวกับความรับผิดชอบในฐานะของบริษัท เนื่องจากในทางทฤษฎี ผู้บริหารอาจออกไปต่างประเทศพร้อมกับเงินได้ หากทรัพย์สินที่นำไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ไม่ได้มาจากการยักยอกหรือถ่ายเทจากบริษัท หากตัดสินใจไม่ต้องการเป็นผู้บริหาร หรือไม่ต้องการฟื้นฟูแล้ว การตัดสินใจที่จะออกไปนั้นถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

ดังนั้น หากแอนในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารคนสำคัญ ตัดสินใจที่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ หรือตัดสินใจทิ้งบริษัทจริง มองว่า การฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวน่าจะทำได้ยากมาก แนวทางต่อไปคือการดูว่า บริษัทจะสามารถสร้างกระแสเงินสดเข้ามาเพื่อทยอยชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ปัญหาของบริษัทในระยะที่ผ่านมาคือ การใช้จ่ายลงทุนที่สูงเกินกว่าเงินที่หาได้เป็นระยะเวลานาน หรือหมายถึงบริษัทมีการลงทุนเกินตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ภาระหนี้สินอยู่ในจุดที่สูงเกินกว่าจะชำระคืนได้ สำหรับเจ้าหนี้หุ้นกู้ สถานการณ์จัดว่าน่าจะ “เหนื่อยมาก”

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวสะพัดว่า ผู้บริหาร JKN ได้เดินทางออกไปยังเม็กซิโก พร้อมคริปโท มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท กรณีดังกล่าวต้องแยกพิจารณาระหว่าง “ตัวบุคคล” และ “กิจการ” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ความเชื่อมั่น” ของเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในขณะนี้ และอาจส่งผลให้การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของ JKN ประสบความยากลำบากยิ่งขึ้น

ประเมินสถานการณ์ของ JKN ที่อยู่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการว่า มีความท้าทายสูงมากและโอกาสฟื้นตัวค่อนข้างริบหรี่ เนื่องจากปัจจัยลบที่รุมเร้าหลายด้าน สินทรัพย์หลักเสื่อมค่า อายุสัญญาใบอนุญาตทีวีดิจิทัลใกล้หมดลง หากจะดำเนินธุรกิจต่อต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการประมูลใหม่ โมเดลธุรกิจเดิมที่เน้นกู้เงินมาซื้อลิขสิทธิ์ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป จากเครดิตเสียหาย ลูกหนี้การค้าเดิมก็เกิดหนี้เสียจำนวนมาก ไร้ทรัพย์สินสำรอง สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและขายได้ ถูกจำหน่ายออกไปหมดแล้ว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้บริษัทแทบไม่มีช่องทางหารายได้ใหม่

สำหรับสถานการณ์ของผู้ถือหุ้นกู้ JKN ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเศร้า” เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ จะเกิดสภาวะ Automatic Stay (พักชำระหนี้) เพื่อให้กิจการตั้งหลัก แต่คำถามใหญ่ที่น่ากังวลกว่าคือ “JKN จะฟื้นกิจการได้อย่างไร” ในเมื่อเครื่องมือในการทำกำไรแทบไม่เหลืออยู่แล้ว