ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถฟื้น performance กลับมาอยู่ในสายตานักลงทุนๆได้ซักที ทั้งจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ยังขายสุทธิต่อเนื่อง 108,807.33 ล้านบาท (ณ 20 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนในประเทศกลายเป็นผู้ลงทุนซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง 148,523.76 ล้านบาท
เฉพาะนักลงทุนในประเทศที่มีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยทำให้การลงทุน “สินค้า” ในตลาดหุ้นไทยจึงมีการสำคัญและได้รับความสนใจไม่น้อย ทั้งบจ. 800 บริษัท DR ที่สามารถลงทุนบริษัทชั้นนำตลาดต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทย รวมทั้งหุ้นไอพีโอ ที่ปีนี้เผชิญผลกระทบทั้งภาวเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทำให้ผลงานตลาดไอพีโอของไทยปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน
ตลอดปี 2568 มีไอพีโอรวม 17 บริษัท แบ่งเป็น SET 6 บริษัท และ MAI 11บริษัท มีมูลค่า ระดมทุน 7,791.17 ล้านบาท มูลค่าเสนอขาย 12,093.24 ล้านบาท และมีมูลค่ามาร์เก็ตแคป 76,559.68 ล้านบาท โดยเป็นตัวเลขที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากก่อนหน้านี้มูลค่ามาร์เก็ตแคประดับแสนล้านบาท
“สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้ามารับหน้าที่ดูแลฝั่งตราสารทุนทั้งบจ. อยู่ในตลาดหุ้น หุ้นไอพีโอ และการตลาด หรือ Chief Market Officer ได้รับโจทย์จากผู้จัดการตลท. และคณะกรรมการสรรหาสำหรับดูแลเพิ่มศักยภาพสินค้า “ตลาดทุน”
“งานด้านไอบีและมุมมองจากเอกชนฝั่ง issuer มาก่อนต้องการเห็นตลาดทุนได้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ เพราะมีตลาดหุ้นหลายแห่งผู้ประกอบการสามารถเลือกระดมทุนที่ไหนก็ได้ หากตลาดหุ้นไทยน่าสนใจทั้งบจ.ใหม่และนักลงทุน อยากจะเข้ามาลงทุน ”
งานจึงหนีไม่พ้น “ด้านดีมานด์” พลักดันให้กลุ่มนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น ส่วน “ด้านซัพพราย” หากสินค้าที่น่านใจทั้งที่จดทะเบียนแล้วและไอพีโอ ยิ่งที่ผ่านมามีภาพตลาดหุ้นไอพีโอต่ำจองทำให้ต้องมีการวางแผนงานเพิ่มในส่วนนี้ ซึ่งตามตัวเลขสถิติตลาดไอพีโอของไทยเป็นลักษณะชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่าระดับปีละแสนล้านบาท ปัจจุบันมูลค่าต่ำกว่าแสนล้านบาท
โดยปี 2568 ไอพีโอ 17 บริษัท มูลค่าเสนอขายประมาณ 12,000 ล้านบาท การลดลงจากปัจจัยใหญ่ภาวะเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับช่วงเศรษฐกิจดีเช่นปี 2558 ช่วงระดมทุนจำนวนมากมูลค่าขึ้นระดับแสนล้านบาท เมื่อปัจจัยไม่เอื้อบริษัทที่มีแผนระดมทุนและใช้ตัวเลขประมาณการณ์ในช่วงที่ผ่านทำให้เกิดการชะลอเข้าระดมทุน หรือบางรายพับแผนเข้าตลาดหุ้นก็มี แม้จะได้รับการอนุมัติแล้วเพราะประเมินว่าเม็ดเงินที่ได้อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวังเดิมที่เคยตั้งไว้บนพื้นฐานของเศรษฐกิจช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันมีการพูดถึง “ตั้งราคาไอพีโอ” จนทำให้เกิดราคาหุ้นต่ำจองตั้งแต่เปิดซื้อขาย หรือสิ้นวันซื้อขายวันแรก รวมทั้งเปรียบกับราคาปัจจุบันหลังเข้าตลาดหุ้นแล้ว แต่ตามข้อมูลตลาดไอพีโอมีปัญหาช่วงครึ่งปีหลังจำนวน12 บริษัท มีราคาต่ำจอง 4 บริษัท จากมูลค่าที่เสนอขายเท่ากับมี 60 % ที่ราคาเหนือจอง
อย่างไรก็ตามจากการติดตามการซื้อขายหุ้นไอพีโอต่ำจองมีปัจจัยจากการกระจายหุ้น สัดส่วนนักลงทุนสถาบัน และรายย่อย รวมทั้งพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุน โดยพบว่ามูลค่าเสนอขายหุ้นวันแรกเทียบกับมูลค่าไอพีโอตามปกติควรสูงถึง 2-4 เท่ากลายเป็นกลุ่มหุ้นราคาต่ำจองเหลือ1 เท่าบางบริษัทแค่ 0.5 เท่า สะท้อนบรรยากาศการลงทุนไม่เอื้อ ไม่มีแรงซื้อมารองรับเพราะขาดสถาบันที่เข้าธุรกิจ จนทำให้ราคาปรับตัวลดลง
ส่วนประเด็นที่มีกระแสว่ามีการ กระจายหุ้นไม่ดีพอ ได้ไอพีโอราคาต่ำกว่าราคาเสนอซื้อ หรืออื่น ๆ มองว่าทั้ง FA และ Underwrite มีหลักการและการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ หากกระจายหุ้นไม่ดีต้องรับหุ้นไว้เองกลายเป็นความเสี่ยง ส่วนการตั้งราคาหุ้นมีทั้งวิธี Book Building จากนักลงทุนสถาบันในหุ้นที่มีขนาดใหญ่จะประเมินราคาที่เหมาะสม และวิธีเปรียบเทียบ P/E สำหรับบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเปิดเผยให้นักลงทุนรับทราบอย่างชัดเจน ดังนั้น ราคาที่ได้มา ณ จุด IPO จึงถือเป็นราคาที่เหมาะสม (Fair Price) ไม่ว่าราคาตลาดในภายหลังจะขึ้นหรือลงก็ตาม
“หุ้นต่ำจองวันแรกไม่ได้เกิดจากการตั้งราคาที่แพงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะ Sentiment ของตลาด ครึ่งปีหลังมีความคึกคัก โดยมี Turnover สูงถึง 3-10 เท่าของมูลค่าเสนอขาย รวมทั้งพฤติกรรมของนักลงทุนแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน นักลงทุนสถาบันมักมีความเข้าใจในพื้นฐานธุรกิจและมีการลงทุนระยะยาวกว่า ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยอาจมีความอ่อนไหวต่อราคา และอารมณ์ตลาดมากกว่า ทำให้มีแรงขายในวันแรกเยอะ”
ดังนั้นแนวทางนอกจากสื่อสารและทำความเข้าใจกับนักลงทุนทุกกลุ่มว่า การลงทุนใน IPO ไม่ใช่การแสวงหากำไรข้ามคืน แต่เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดของบริษัทอย่างรอบด้าน ทั้งแผนธุรกิจ ผลประกอบการ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพื่อเลือกบริษัทที่น่าสนใจ
ทั้งนี้แนวโน้มตลาดไอพีโอปี 2569 ทำกำลังทำงานรวมกันจะเป็นปีที่ “ฟื้นตัวทั้งจำนวนและมูลค่า” โดยมีหุ้นขนาดใหญ่เตรียมเข้าระดมทุน2 บริษัท โดยมีบริษัทขนาดใหญ่ 1 รายยื่นไฟลิ่งแล้ว และกำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้นอีก 1 ราย และคาดหวังว่าจะยื่นไฟลิ่งเข้ามาในช่วงปีหน้า
ส่วนมาตรการเพิ่มความน่าสนใจยังดำเนินการต่อทั้ง เจาะกลุ่ม New Economy และ EEC ดึงดูดผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ธุรกิจที่อยู่ในเขต EEC หรือผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มธุรกิจ New Economy ยังมีจำนวนไม่มากในตลาด แต่ยังเป็นโครงการที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากกระบวนการเตรียมตัวสำหรับ IPO นั้นใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี หรือบางรายอาจใช้เวลาถึง 2 ปีขึ้นไป ดังนั้น จึงยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะมีกี่บริษัทเข้าตลาด หรือจะเข้ามาเมื่อใด แต่การมีโรดแมปที่ชัดเจนจะช่วยให้กระบวนการเริ่มเดินหน้าได้
“การระดมทุนในตลาดหุ้นมี 3 ปัจจัยที่มีผล คือ แวลู- สภาพคล่อง และกระบวนการเข้าตลาดหุ้น ซึ่ง 2 ปััจจัยแรก อยู่ในแผนงานเสริมสร้างเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยที่ได้ดำเนินการแล้ว ส่วนปัจจัยสุดท้ายได้มีการดำเนินการให้รวดเร็วลดความยุ่งยาาก ภายใต้เกณฑ์ของสำนักงานก.ล.ต.ดูด้านคุณภาพ และ ตลท.เกณฑ์ด้านตัวเลขเช่นกำไร สัดส่วนระดมทุน ฟลีโฟลต เป็นต้น”





