CPALL โชว์กำไร Q3/68 เท่ากับ 6,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า17.6 % สาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับร้อยละ 29.4 ประกอบกับต้นทุนลดลง
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลประกอบการมีรายได้รวม ในไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ 250,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อย ละ 3.9 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจร้าน สะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ นอกจากนี้กลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจยังคงเป็น ปัจจัยเสริมในการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 55,241 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้า ในทุกกลุ่มธุรกิจที่สามารถนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความ ต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมของ บริษัทฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 22.8 จากร้อยละ 22.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จำนวน 12,462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.7 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และรายงานกำไรสุทธิเท่ากับ 6,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 17.6 สาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจอื่น ๆ เป็นหลัก ประกอบกับการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ กำไรต่อหุ้นตามงบการเงินรวมในไตรมาส 3 ปี 2568 มีจำนวนเท่ากับ 0.73 บาท
ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 169 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 15,764 สาขา แบ่งเป็น ร้านสาขาบริษัท 8,098 สาขา (ประมาณ ร้อยละ 51) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 139 สาขา ในไตรมาสนี้ ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,666 สาขา (ประมาณ ร้อยละ 49) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 30 สาขา
ในไตรมาสนี้ ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณร้อยละ 86 ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านใน สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 113,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 81,339 บาท และยอดขายเฉลี่ย ของร้านสาขาเดิมลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 0.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลประมาณ 86 บาท ในขณะที่ จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 943 คน ทั้งนี้ จำนวนลูกค้าลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจัยในเรื่องของ ฤดูกาลที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางภายในประเทศ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ ตามธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ โดยนำเสนอสินค้าใหม่ ๆ พร้อมกับโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงความพยายามในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้า ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งสามารถตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของรายได้จากการขายสินค้ารวม ในไตรมาส 3 ปี 2568
สัดส่วนของรายได้จากการขาย ร้อยละ 76.5 มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ ร้อยละ 23.5 มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี ก่อน ตามกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ที่ยังคงมุ่งเน้นที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่ และทุกเวลา ในไตรมาส 3 ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 33,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปี ก่อน ร้อยละ 6.7 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับร้อยละ 29.4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปี 2567 ที่อัตราส่วนร้อยละ 29.1 สาเหตุ หลักมาจากกลยุทธ์ด้านสินค้าตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงให้ความสำคัญต่อการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าโดย พยายามเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างต่อเนื่อง





