วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

BANPU ควบ BPP เป้ากองทุน โบรกชี้บ.ใหม่ มาร์เก็ตแคปพุ่ง 7 หมื่นล.

BANPU ควบ BPP เป้ากองทุน  โบรกชี้บ.ใหม่ มาร์เก็ตแคปพุ่ง 7 หมื่นล.

บริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) หรือ BANPU แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) วานนี้ (30 ต.ค.68) โดยจะดำเนินการปรับโครงสร้างกลุ่มองค์กร ด้วยการควบรวมกับ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP และจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่โดยบริษัทจะดำเนินการปรับโครงสร้าง ดังนี้

1.BKV ซื้อหุ้น BKV-BPP Power 25% จาก BPP ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 75% ในบริษัทดังกล่าว

2. BANPU ทำคำเสนอซื้อ (general offer) หุ้น BPP ที่ราคา 13 บาท ในช่วงวันที่ 1-23 ธ.ค. นี้ (15 วันทำการ)

3. ทำการ Amalgamation บริษัท BANPU กับ BPP อัตราที่กำหนด ซึ่งมองการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ จะช่วยหนุนให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้น และฟรีโฟลตดีขึ้น เพิ่มความน่าสนใจเป็นเป้าหมายกองทุนทั้งในและต่างประเทศ

BANPU ควบ BPP เป้ากองทุน  โบรกชี้บ.ใหม่ มาร์เก็ตแคปพุ่ง 7 หมื่นล.

โดย BANPU จะทำคำเสนอซื้อเป็นการทั่วไป ในราคาซื้อหุ้นที่ 13.00 บาท โดย BANPU ประสงค์จะรับซื้อหุ้น BPP ที่หมดจำนวน 650 ล้านหุ้น โดยจะเปิดรับข้อเสนอรับซื้อหุ้นคืน 15 วันทำการตั้งแต่1-23 ธ.ค. 2568 และคาดดีลจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 

นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า มองบวกต่อการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ครั้งนี้ จากการขายทรัพย์สินไฟฟ้า (BKV-BPP Power) ไปยัง BKV จะสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแนวโน้มการเติบโตของผลการดำเนินงาน BKV ที่แข็งแกร่งขึ้น และลด Discount ของมูลค่ากิจการจากตลาดสหรัฐให้มูลค่าธุรกิจไฟฟ้าสูงกว่าตลาดไทย

อีกทั้งการทำ general offer สูงกว่าราคาตลาดกว่า 27.5% จะทำให้ราคา BPP ปรับเพิ่มขึ้นทันที และการควบรวม (Amalgamation ) จะลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้างองค์กร ลดค่าใช้จ่ายการจัดการของทั้ง 2 บริษัท และปรับปรุงอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทใหม่ให้ดีขึ้นเล็กน้อย เทียบกับ BANPU เดิม ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนทางกำไร ฐานะการเงิน หรือมูลค่าหุ้น

ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำให้ผู้ถือหุ้น BPP อนุมัติการขายสินทรัพย์ไฟฟ้าไปที่ BKV และแนะนำให้นักลงทุน “ซื้อ” หุ้น BPP เพื่อนำไปขายใน general offer และแนะนำ “ถือ” หุ้น BANPU เพื่อรอการ amalgamation ซึ่งจะแล้วเสร็จใน 12 เดือนข้างหน้า

นายเอกรินทร์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า มีมุมมองต่อแผนควบรวมกิจการระหว่าง BANPU และ BPP รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน BKV-BPP ในสหรัฐ ว่า จะส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของ BANPU เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการควบรวมกิจการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์ “Energy Transition” ของกลุ่มบ้านปู 

โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 40-45% ของ EBITDA รวม ที่สำคัญคือสัดส่วนของธุรกิจ Non-Coal จะขยับขึ้นไปเกิน 60% ของ EBITDA ทั้งหมด ซึ่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความผันผวนของรายได้ที่เคยพึ่งพาราคาถ่านหินเป็นหลัก สร้างความยั่งยืนระยะยาวผ่านฐานรายได้ที่มั่นคงและเติบโตต่อเนื่องจากพลังงานสะอาดและธุรกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ หลังการควบรวมจะทำให้หุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นมาก เนื่องจาก BPP เป็นธุรกิจที่ลงทุนในพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ในอนาคต แต่มีปัญหาด้านFree Float ต่ำเพียง 21%ในขณะที่ BANPU ซึ่งเป็นธุรกิจ Traditional Energy Business ที่มีรายได้หลักจากถ่านหินกลับมี Free Float สูงถึง 87%

“หลักการควบรวมแล้วเป็นบริษัทใหม่ เชื่อว่าจะกลายเป็นหุ้นที่มีทั้งความน่าสนใจทั้งในเรื่องธุรกิจ (Energy Transition) และ Free Float ซึ่งจะกลายเป็นเป้าหมายหลักของกองทุนไทยและต่างประเทศ” 

ขณะที่ คาดมาร์เก็ตแคปของ “บริษัทใหม่” ที่จัดตั้งขึ้นจะอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยคำนวณจากมาร์เก็ตแคปปัจจุบันของ BANPU และ BPP อยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท และ 3 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าดังกล่าวยังไม่ได้มีการ Re-rate Valuation ซึ่งปัจจุบันอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ยังอยู่เพียง 0.5-0.6 เท่าเท่านั้น แต่เชื่อมั่นว่าความชัดเจนทางโครงสร้างรายได้หลังการควบรวมจะช่วยให้เกิดการRe-rate Valuation เพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต