วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

SMO เคาะราคา IPO ที่ 5.40 บาท พร้อมระดมทุน คาดเข้าเทรด SET 10 พ.ย.นี้

SMO เคาะราคา IPO ที่ 5.40 บาท พร้อมระดมทุน คาดเข้าเทรด SET 10 พ.ย.นี้

บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด(มหาชน) หรือ  SMO กำหนดราคาขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 231,600,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 5.40 บาท ระยะเวลาเสนอขาย ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.และ 3-4 พ.ย.68 คาด จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) 10 พ.ย.นี้ ในหมวดธุรกิจการเกษตร

โดยบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทในครั้งนี้ พิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัท (Price to Earnings Ratio: PER) ทั้งนี้ ราคาหุ้นสามัญของบริษัทที่เสนอขายหุ้นละ 5.40 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 7.60 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งเท่ากับ 650.32ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 920.00 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 0.71 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากผลประกอบการในอดีต โดยที่ยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคต SMO ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสมอทอง เปิดเผยว่า  บริษัทคาดว่าเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ประมาณ 1,250.64 ล้านบาท โดยสัดส่วนส่วนใหญ่ 50%ของเงินระดมทุน จะนำไปใช้รองรับการขยายธุรกิจในระยะ3ปีข้างหน้า

มุ่งเน้นขยายกำลังการผลิตเป็นหลัก ทั้งการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันกับธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ทั้งในรูปแบบ Forward Integration และ Horizontal Integration รวมถึงใช้เป็นเงินทุนสำหรับโครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ ESG 

เงินระดมทุนที่เหลือจะนำไปใช้ จ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นเงินที่กู้ยืมมาเพื่อเป็นเงินทุน และสำหรับการขยายกำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ 

บริษัทวางเป้าหมาย กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 30%ต่อปี หนุนรายได้เติบโต 30%ต่อปีเช่นกัน นอกจากปริมาณการขยายที่เพิ่มขึ้น บริษัทยังความสามสนารถในการควบคุมต้นทุน จัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และขยายตลาดส่งออกในอนาคต จะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน 6 เดือน ปี 2568 มีรายได้รวม 4,965.90ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.58% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 518.51 ล้านบาท  คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.55% โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น กว่า 305% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง และปัจจุบัน มีหนี้สินต่อทุนระดับ 0.8เท่าถือว่าต่ำมาก และหลังเข้าระดมทุนแล้วยังมีแนวโน้มลดลงด้วย สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจแข็งแกร่งต่อเนื่อง 

นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนขยายกำลังการผลิต โดยการขยายโรงงานผลิต อ.พนม คาดว่าแล้วเสร็จสมบูรณ์  ไตรมาส 2 ปีหน้า ทำให้ในปี 2569  มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือมีกำลังการผลิตรวมที่ 315 ผลปาล์มสดต่อชั่วโมงตัน และลงทุนสร้างโรงงานใหม่ 1 แห่ง ที่ จ. นครศรีธรรมราช คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 25670 เพื่อรองรับขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือมีกำลังการผลิตรวมที่ 390 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ในปี 2570  เพื่อรองรับการขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาส ทำกำไรเพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงเฉพาะการขายในประเทศ 

ส่วนบริษัทเดินสายโร้ดโชว์สิงคโปร์  เพื่อเป็นการแนะนำตัว และมองหาโอกาสในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ หลังจากที่ SMO เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นแล้วซึ่งมีการตอบรับที่ดี

 

นายสมภพ ก็ระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด
หาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายของบริษัท กลุ่มสมอทอง จํ
(มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยว่า เรามั่นใจในศักยภาพ ของ SMO  ที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งทางด้านผลประกอบการ การบริหารและการลงทุนเพื่อเติบโตยั่งยืน

โดยการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ซึ่งกำหนดราคาเสนอขายไว้ที่ 5.40 บาทต่อหุ้น  ซึ่งการกำหนดราคาเสนอขายดังกล่าวคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Rato) ที่ 7.6 เท่า

โดยบริษัทมีกำไรต่อหุ้นในรอบ 12 เดือนล่าสุด (ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568) ซึ่งเท่ากับ 650.32  ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 920,000,000 หุ้น จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 0.71 บาทต่อหุ้น (Fully Diluted) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่มีอัตรา P/E Rato เฉลี่ยอยู่ที่ราว 9.8 เท่า สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตและมีความน่าสนใจของหุ้น SMO ในเชิงมูลค่า

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า50 %ของกำไรสุทธิ และจะเปิดจองซื้อในวันที่ 31 ต.ค. และ 3-4 พ.ย. คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือน พ.ย.นี้ (10 พ.ย.) ภายใต้ชื่อย่อในการซื้อขาย SMO และโดยไม่มีการกระจายหุ้นให้กับสถาบัน