ความเคลื่อนไหว"หุ้นไทยวันนี้" 24 ต.ค.68 ตลาดหุ้นเช้านี้บวก 8.77 จุด หรือ 0.67% อยู่ที่ 1,311.12 จุด มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 2,904.84 ล้านบาท ขณะที่ PTTEP หรือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บวกนำกลุ่มพลังงานที่3.24% เพิ่มขึ้น 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 111.50 บาท หลังราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นวานนี้
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้คาดยืนอยู่ในกรอบประมาณ 1,295-1,320 จุด แม้ว่าอาจจะมีโอกาส หลุดระดับ 1,300 ได้เล็กน้อย แต่โดยภาพรวม มองเป็นขาขึ้น โดยปัจจัยบวกมาจากการพบกันระหว่างประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ กับสี จิ้นผิง ซึ่งมีการยืนยันจากทำเนียบขาวแล้วว่า ผู้นำทั้งสองจะมีการพบกันในสัปดาห์หน้า ซึ่งการพบปะดังกล่าวอาจนำไปสู่การพูดคุยและผลลัพธ์ที่ดีเกี่ยวกับสงครามการค้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิด sentiment บวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดหุ้นมักจะตอบรับต่อปัจจัยบวกดังกล่าวก่อน
ขณะที่การคาดการณ์ การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% โดยมีการระบุใน FedWatch Tool ว่า มีความน่าจะเป็นสูงถึง 99%
นอกจากนี้การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเมื่อวานนี้เป็นผลมาจากการแซงก์ชันรัสเซีย อย่างไรก็ตาม การขึ้นของราคาเพียงแค่การเทรดดิ้ง โดยยังไม่เชื่อว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเป็นรอบใหญ่ แต่ยอมรับว่าอาจจะอยู่ในกรอบรอบสัปดาห์ได้ และราคาน้ำมันถือเป็นส่วนหนึ่งที่กำลังทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ต้องการให้ลดลง
สำหรับหุ้นในกลุ่มพลังงาน อาทิ PTTEP มีการปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ แนะนำให้เป็นการเทรดดิ้งแล้วจบภายในวัน เนื่องจากการเก็งกำไรในตลาดน้ำมันควรจำกัดอยู่ที่ วันนี้ หรือสัปดาหน้าเท่านั้น
ขณะที่ การรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารโดยรวมใน ไตรมาส 3/68 ถือว่า มีความแข็งแกร่ง แม้ว่าช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาลง แต่กำไรของธนาคารขนาดใหญ่ยังคงสามารถยืนอยู่ได้ในระดับหมื่นล้าน และผลประกอบการที่ออกมานั้นส่วนใหญ่ ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แนะนำในการเทรดดิ้ง KBANK แม้ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นมาแล้ว แต่ยังเชื่อว่า สามารถไปต่อได้อีก โดยให้ราคาพื้นฐานไว้ที่ 196 บาท
วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บล.ลิเบอเรเตอร์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบโลกวานนี้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5% แรงหนุนจากสหรัฐฯประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียเพื่อยุติสงครามในยูเครน ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณ Forward Curve ของราคาน้ำมันดิบที่พลิกจาก Contango เริ่มมีแนวโน้มจะกลับมาเป็น Backwardation (สัญญา series ใกล้ สูงกว่า series ไกล) ซึ่งคาดเป็นแรงกระตุ้นการเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำมากยิ่งขึ้น
ส่วนด้านความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ล่าสุดมีการนัดหารือระดับสูงระหว่างนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีน และสก็อตต์ เบสเซนท์ รมว.คลังสหรัฐฯ ในวันที่ 24 – 27 ต.ค. นี้ ที่มาเลเซีย และทางทำเนียบขาวได้แถลงยืนยันว่าในวันที่ 30 ต.ค. นี้ โดนัล ทรัมป์ จะพบกัน สี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ หนุนให้ตลาดมีการผ่อนคลายต่อประเด็นการเจรจาการค้ามากขึ้น เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ส่วนด้านตัวเลขเศรษฐกิจ คืนนี้เกาะติดการรายงานดัชนีเงินเฟ้อ CPI เดือน ก.ย. ของสหรัฐฯ คาดที่ +3.1%y-y เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค. ที่ +2.9%y-y ส่วน Core CPI คาดทรงตัวที่ระดับ +3.1%y-y ด้านกลยุทธ์การลงทุนคาด SET ยังมีแนวโน้มแกว่งขึ้น ตอบรับปัจจัยหนุนทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นยังเป็นจังหวะทยอยสะสม โดยเน้นหุ้นที่มีสตอรี่เชิงบวก หรือ หุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการยังขยายตัวดี
ราคาน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัวจากแนวรับสำคัญ โดยมีแรงหนุนหลักจากการที่สหรัฐฯประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย คาดเพิ่มแรงเก็งกำไรต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำมากขึ้น ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดเพียง PE Ratio 6.9 เท่า และ PBV ที่ 0.75 เท่า เป็นระดับที่น่าเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 143.50 บาท





